โครงร่างวิทยานิพนธ์ ร่างที่สอง

01/10/2011 ไม่ให้ใส่ความเห็น

 

 

โครงร่างวิทยานิพนธ์

 

ชื่อเรื่องวิทยานิพนธ์ การพัฒนากระบวนการการถ่ายภาพภูมิทัศน์วัฒนธรรมในพื้นที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

 

  Development of Cultural Landscape Photography in Tourist Sites of Thailand

 

ชื่อนิสิต ผู้ช่วยศาสตราจารย์อัษฎา โปราณานนท์
รหัสประจำตัว 54031000
ปริญญา ศป.ด. ศิลปะและการออกแบบ
สาขาวิชา ศิลปะและการออกแบบ
ประธานที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ [ตำแหน่งทางวิชาการ ชื่อ ชื่อสกุล]
กรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ [ตำแหน่งทางวิชาการ ชื่อ ชื่อสกุล]
กรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ [ตำแหน่งทางวิชาการ ชื่อ ชื่อสกุล]
ปีการศึกษา 2554

 

 

โครงร่างวิทยานิพนธ์

เรื่อง    การพัฒนากระบวนการการถ่ายภาพภูมิทัศน์วัฒนธรรมในพื้นที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

1.  ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

เป็นเวลากว่า 172 ปีแล้ว ที่การถ่ายภาพได้ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่นั้นมา การถ่ายภาพได้เปลี่ยนแปลงมุมมองที่มนุษย์มีต่อความจริง (reality) โดยสิ้นเชิง หากมองย้อนกลับไปช่วงเวลาก่อนกำเนิดการถ่ายภาพ พบว่ามีจิตรกรจำนวนมากพยายามที่จะถอดแบบภาพวิวทิวทัศน์ที่วาดให้ออกมามีทัศนมิติ (perspective) ที่ถูกต้องที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะด้วยการใช้กฎทางทัศนมิติที่คิดค้นขึ้นมาโดย Leon Battista Alberti นักปราชญ์ชาวอิตาลีในช่วงต้นศตวรรษที่ 15 หรือการใช้อุปกรณ์ช่วยอย่างกล้องออปสคูร่า (camera obscura) (ดูที่เชิงอรรถ 1) เพื่อช่วยในการวาดแบบร่างให้มีทัศนมิติที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ได้รับความนิยมในหมู่จิตรกรในศตวรรษที่ 18 อย่างแพร่หลาย(ดูที่เชิงอรรถ 2)

อย่างไรก็ตาม เหล่าศิลปินก็ยังโหยหาอุปกรณ์ที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถวาดภาพภูมิทัศน์ได้ง่าย รวดเร็ว และแม่นยำมากกว่าเดิม(ดูที่เชิงอรรถ 3) และความปรารถนาต่อสำเนาภาพภูมิทัศน์ที่มีความเที่ยงตรงเช่นนี้เอง ที่นำไปสู่ความพัฒนาการทางด้านเทคนิคในกล้องออปสคูร่าที่มีความสมบูรณ์แบบ แต่เนื่องจากความยากในการถอดแบบให้เที่ยงตรงแม้จะใช้อุปกรณ์ช่วยนี้แล้วก็ตาม ส่งผลให้มีความพยายามที่จะคงสภาพภาพสะท้อนจากกล้องให้เป็นภาพถ่ายที่มีความถาวรให้ได้ (Rosenblum, 1997, p. 95)

การประกาศการกำเนิดการถ่ายภาพอย่างเป็นทางการของรัฐบาลฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1839 (ดูที่เชิงอรรถ 4) โดย Louis Jacques Mande Daguerre ซึ่งเป็นผู้แรกที่สามารถคิดค้นวิธีการคงสภาพ (fixing) ภาพจากกล้องออปสคูร่าได้อย่างถาวร ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในการรับรู้โลกภายนอกของผู้คน และก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างใหญ่หลวง การถ่ายภาพเปรียบเสมือนพาหนะชนิดใหม่ที่นำพาผู้คนและสินค้าเดินทางข้ามโลก เพราะนอกจากภาพใบหน้าของผู้คนต่างถิ่นแล้ว กล้องถ่ายภาพนำพาซึ่งสถานที่ สิ่งก่อสร้าง และภูมิทัศน์ที่แปลกตาไปจากสิ่งแวดล้อมของผู้ดูภาพ ก่อให้เกิดความคุ้นเคยต่อสิ่งแวดล้อมที่แปลกตาด้วยรูปแบบวิธีใหม่ ด้วยเหตุนี้เอง การถ่ายภาพจึงได้รับหน้าที่หลักในการนำพาผู้ดูภาพในการสัมผัสกับเมืองหรือภูมิประเทศที่ห่างไกล เสมือนหนึ่งได้เดินทางท่องเที่ยวไปด้วยตนเอง

ประเทศผู้นำในการถ่ายภาพภูมิทัศน์ในยุคแรกของการถ่ายภาพได้แก่ประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษ ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีการประกาศการค้นพบกระบวนการถ่ายภาพในเวลาไล่เลี่ยกัน นอกจากนั้น ทั้งสองประเทศนี้ยังเป็นประเทศเจ้าอาณานิคมในอันดับต้นของโลกด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เอง ช่างภาพจำนวนมากจากทั้งสองประเทศนี้ได้ถูกส่งไปยังอาณานิคมต่างๆ เพื่อบันทึกภาพผู้คนและภูมิประเทศเพื่อส่งกลับมายังแผ่นดินแม่ ด้วยจุดประสงค์ทางด้านภูมิศาสตร์ การเมืองการปกครอง และการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีเป้าหมายในการวางแผนยุทธศาสตร์ทางการทหาร การสร้างถนนและเส้นทางรถไฟ การสำรวจแผนที่ รวมถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลความรู้เกี่ยวกับมิติพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์วรรณนา นอกจากการสำรวจภูมิทัศน์นอกประเทศแล้ว ประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่อย่างเช่นประเทศอเมริกาก็ยังต้องใช้ภาพถ่ายในการสำรวจภูมิทัศน์ที่ห่างไกลในประเทศของตนด้วยเช่นกัน และด้วยการใช้งานภาพถ่ายภูมิทัศน์ในลักษณะของการนำเสนอข้อมูลเช่นนี้เอง ภาพถ่ายภูมิทัศน์จึงมักถูกกล่าวอ้างถึงความเป็นภววิสัย (objective) ที่มีความเป็นกลางไร้อคติเสมอ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว การสำรวจภูมิทัศน์ด้วยภาพถ่ายเหล่านี้มิได้เป็นเพียง “ข้อเท็จจริง” โดยตัวมันเอง แต่ความปรารถนาที่จะสำรวจและมุมมองของภาพถ่ายที่ได้นั้นเผยให้เห็นถึงตำแหน่งของความสัมพันธ์ทางอำนาจของผู้สำรวจและผู้ถูกสำรวจ (Bate, 2009, p. 98)

ปัจจุบันเราล้วนถูกแวดล้อมด้วยภาพถ่ายภูมิทัศน์ ไม่ว่าจะในฐานะของ “องค์ประกอบรอง” ที่มีความสำคัญให้กับภาพกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์โดยทำหน้าที่เป็นฉากหลังที่ช่วยส่งเสริมเรื่องราว ทั้งในงานข่าวหรืองานโฆษณาตามนิตยสารและโทรทัศน์ หรือจะเป็น “องค์ประกอบหลัก” ที่เผยให้เห็นราวละเอียดของสถานที่และสิ่งก่อสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพในนิตยสาร ป้ายโฆษณา โปสการ์ด หรือภาพประกอบในแบบเรียน หนึ่งในหน้าที่หลักของภาพประเภทนี้ก็คือการให้ข้อมูลความรู้แก่เรา เราสามารถบอกถึงความยิ่งใหญ่ของหอไอเฟลแห่งปารีส ความตระการตาของพีระมิดกิซ่าแห่งอียิปต์ (Giza Pyramid Complex) หรือความอลังการของภูเขาไฟฟูจิ หรือแม้แต่หน้าตาของพื้นผิวภูมิทัศน์บนดวงจันทร์ได้แม้ว่าเราไม่เคยไปหรือไม่สามารถไปยังสถานที่เหล่านั้นได้ด้วยตนเองเลยก็ตาม เรารับรู้ถึงสภาพสังคมและวัฒนธรรมอื่นที่แตกต่างจากของเราได้ด้วยภาพถ่าย เรามีการเรียนรู้จากภาพถ่าย และนั่นก็ส่งผลทำให้เรามักมีความเชื่อถือในภาพถ่ายเหล่านั้น

นอกจากการให้ข้อมูลเพื่อความรู้แล้ว ภาพถ่ายภูมิทัศน์ยังถูกใช้ในงานโฆษณาชวนเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพถ่ายจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายใบปลิว โปสเตอร์ หรือในนิตยสารเพื่อเสนอขายแหล่งท่องเที่ยวสำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์ ภาพโปสการ์ดแหล่งท่องเที่ยวสำหรับให้นักท่องเที่ยวส่งความระลึกกลับไปยังครอบครัว หรือแม้แต่ส่งย้อนกลับให้ยังตัวนักท่องเที่ยวเอง เพื่ออวดโฉมประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวเหล่านั้นได้พบเจอ เหล่านี้ล้วนเป็นภาพถ่ายภูมิทัศน์ หรือภาพทิวทัศน์ที่บรรจงแต่งแต้มความงดงาม สรรค์สร้างให้มีบรรยากาศที่ดึงดูดความสนใจ ปลุกเร้าแรงบันดาลใจและความปรารถนาให้เดินทางไปยังจุดหมายเหล่านั้น

ทว่าภูมิทัศน์ยามเมื่อเราเดินทางไปพบกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ภาพทิวทัศน์ที่อยู่เบื้องหน้ามิได้สวยงามเหมือนกับสิ่งที่เราคาดหวัง ภาพในจินตนาการซึ่งเกิดจากภาพถ่ายภูมิทัศน์ที่เคยผ่านตา ภาพภูมิทัศน์อันยิ่งใหญ่ตระการตา สงบร่มรื่น ไร้ผู้คนราวกับรอให้เราเดินทางเข้าไปเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศเหล่านั้นโดยลำพัง หากภาพในความเป็นจริงกลับคลาคล่ำด้วยผู้คนจำนวนมาก ความบริสุทธิ์จากธรรมชาติที่เราคาดหวังกลับเต็มไปด้วยเรือนพัก โรงแรม ร้านค้า และสิ่งปลูกสร้างบริการนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เมื่อความจริงในภาพถ่ายและภาพในความจริงไม่ตรงกัน เหล่านี้ก่อให้เกิดคำถามต่อตัวผู้วิจัย แนวความคิดในการถ่ายภาพภูมิทัศน์เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงด้วยการตัดผู้คน สังคม และวัฒนธรรมให้แยกออกจากธรรมชาตินั้นเริ่มขึ้นเมื่อใด และวาทกรรม (discourse)* หรือการมองโลกด้วยมุมมองของการถ่ายภาพ (photographic vision)* เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

ความน่าสนใจในประเด็นนี้ได้แก่ การศึกษาว่าแนวคิดข้างต้นนี้ ก่อตัวขึ้นมาในบริบททางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอย่างไร เหตุใดจึงมีความพยายามที่จะเสนอวาทกรรมในการนำเสนอภาพภูมิทัศน์เช่นนั้น ซึ่งการจะหาคำอธิบายถึงปรากฏการณ์ในการภาพถ่ายภูมิทัศน์ที่เกิดขึ้นนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องมองย้อนกลับไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ นับตั้งแต่ยุคศิลปะก่อนการถ่ายภาพซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทางกระบวนทัศน์ (paradigm shift)* เรื่อยมาจนถึงยุคหลังการถ่ายภาพ (post photographic era)* ในปัจจุบัน เหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในรูปแบบของการถ่ายภาพภูมิทัศน์ในปัจจุบันได้อย่างชัดเจนมากขึ้น นอกจากเนื้อหาสาระว่าด้วยโลกทัศน์ที่มนุษย์มีต่อธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ผู้วิจัยยังเล็งเห็นถึงความสำคัญในการศึกษาถึงความสัมพันธ์ของตัวบท (text) และวาทศิลป์ (rhetoric) ของการนำเสนอแนวความคิดหรือการช่วงชิงความหมายของการถ่ายภาพภูมิทัศน์ ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบวิธีการนำเสนอภาพภูมิทัศน์รูปแบบต่างๆ อย่างมีนัยสำคัญ

การถ่ายภาพได้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นการปฏิวัติอุตสาหกรรม (industrial revolution) และยังเป็นช่วงเวลาแห่งการสำรวจ การเดินทาง และการครอบงำทางอาณานิคมที่กำลังขยายตัวไปทั่วโลก การถ่ายภาพมิได้กำเนิดขึ้นมาในสุญญากาศอย่างไร้ที่มาที่ไป หากแต่การถ่ายภาพเกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่าง 3 ปัจจัยหลัก อันได้แก่ปัจจัยทางด้านออปติก (optics) และปัจจัยทางด้านเคมี (chemistry) ซึ่งเป็นสองปัจจัยทางวิทยาศาสตร์ และปัจจัยจากความต้องการของโลกศิลปะที่ปรารถนาให้ธรรมชาติได้วาดภาพด้วยตัวของธรรมชาติเอง (Szarkowski, 1989, p. 11) โดยมีสิ่งเร้าคือการพัฒนาทางด้านการคมนาคม ความสามารถในการผลิตกล้องส่องทางไกล กล้องจุลทรรศน์ เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาต่อการนำเสนอซ้ำทางทัศนะ (visual reproduction)* ที่ถูกต้องแม่นยำและน่าเชื่อถือในสังคมยุคนั้น ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการขยายตัวทางสังคมเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม ด้วยเหตุนี้เองการถ่ายภาพภูมิทัศน์ในยุคแรกของประวัติศาสตร์การถ่ายภาพนั้นจึงเป็นภาพถ่ายทางกายภาพภูมิทัศน์ (topographic) ซึ่งมีจุดประสงค์การใช้งานทางภูมิศาสตร์ การจำแนกแยกแยะ และการวางแผนเพื่อการพัฒนาและการขยายขอบเขตทางอำนาจ และถึงแม้ว่าการถ่ายภาพในยุคแรกนั้นจะมีข้อจำกัดทั้งทางด้านอุปกรณ์และเทคนิคอยู่มาก แต่การถ่ายภาพก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการรวบรวมข้อมูลที่เหนือกว่าการวาดภาพหรือการร่างแบบโดยศิลปินอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต

แต่ด้วยความพยายามของกลุ่มช่างภาพในการยกระดับการถ่ายภาพให้มีความเป็น “ศิลปะ” มากกว่าแค่ “การบันทึกโดยเครื่องจักร” ส่งผลให้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (paradigm shift) และบรรทัดฐาน (criteria) ของการถ่ายภาพเพื่อเข้าสู่สถานะแห่งความงาม (picturesque)* ด้วยการเลียนแบบขนบภาพจิตรกรรมที่มีอยู่ก่อนหน้าซึ่งได้รับการยอมรับในสถานะของความเป็นศิลปะชั้นสูงในสมัยนั้น ด้วยพัฒนาการทางด้านความคิดทั้งจากนักคิด นักปรัชญา ช่างภาพ และนักวิจารณ์ รูปแบบของศิลปะชั้นสูงในงานภาพถ่าย (high art photography)* ค่อยๆ คลี่คลายกลายเป็นรูปแบบภาพถ่ายพิศเจริญ (pictorial photography)* ซึ่งเน้นความสำคัญในการสร้างสรรค์ภาพที่งดงาม มีการหลีกเลี่ยงข้อเท็จจริงอันวุ่นวาย ภาพถ่ายมีจุดโฟกัสที่ชัดและมีความนุ่มเบลอในส่วนอื่นๆ เพื่อเลียนแบบลักษณะการมองจากดวงตามนุษย์ ซึ่งแนวความคิดนี้นำเสนอโดย Dr Peter Henry Emerson ผู้ซึ่งปฏิเสธการเลียนแบบหัวข้อและวิธีการสร้างสรรค์ภาพจากงานจิตรกรรม เขาอ้างว่าการถ่ายภาพควรมีความใกล้เคียงกับสายตามนุษย์ที่สุด (Langford, 1997, p.111) รวมไปถึงการใช้ทัศนธาตุเป็นเครื่องมือในการสร้างอารมณ์ภาพ ไม่ว่าจะเป็น แสง เงา พื้นผิว และองค์ประกอบภาพอื่นๆ เพื่อปลอบประโลมอารมณ์และความรู้สึกของผู้ดูภาพ

               แม้การถ่ายภาพรูปแบบพิศเจริญนี้จะได้รับความนิยมอย่างสูงในฐานะกระแสหลักในวงการถ่ายภาพระดับนานาชาติ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็เริ่มเสื่อมความนิยมลงในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อผู้คนเริ่มปฏิเสธรูปแบบชีวิตแบบที่เคยเป็นจากสภาพสังคมและเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของโลกศิลปะ สถาปัตยกรรม ดนตรี และวรรณกรรม ส่วนการถ่ายภาพนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงในกระบวนทัศน์ พัฒนาไปสู่รูปแบบภาพที่แตกต่างไปจากเดิม อาทิเช่น ความพยายามในการค้นหาตำแหน่งแห่งที่ของความเป็น “ศิลปะ” ที่แท้จริงของสื่อภาพถ่าย ด้วยการนำเสนอภาพถ่ายที่เปี่ยมไปด้วยความชัดเจนและความสมบูรณ์แบบทางเทคนิค ซึ่งมีเป้าประสงค์เพื่อค้นหามุมมองที่แท้จริงของการถ่ายภาพ (photographic vision) ที่มีความแตกต่างและเป็นเอกเทศจากงานจิตรกรรม ส่งผลให้การถ่ายภาพพัฒนาไปสู่รูปแบบภาพแนวทดลอง แนวนามธรรม และแนวสัจจะนิยม (realism) ซึ่งพัฒนาไปสู่การถ่ายภาพแนวตรง (straight photography) หรือรูปลักษณ์นิยม (formalism) ทว่าการถ่ายภาพในรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ แม้จะเป็นความพยายามในการแสวงหาตัวตนที่แท้จริงของการถ่ายภาพ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งการปิดบัง หลีกเลี่ยงข้อเท็จจริงที่ระคายสายตา เน้นให้เห็นถึงความสวยงามและความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติเท่านั้น (ดูที่เชิงอรรถ 5)

               การถ่ายภาพเชิงศิลปะทั้งสองรูปแบบที่ได้กล่าวข้างต้นนี้ ล้วนเป็นการสร้างภาพตัวแทนหรือการเสนอซ้ำ (representation) ของภูมิทัศน์ซึ่งผ่านการสร้างสรรค์ด้วยวาทศิลป์เพื่อปิดบังและเบี่ยงเบนข้อเท็จจริง และมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำเสนอความงดงามและความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ โดยตัดขาดซึ่งผู้คน วัฒนธรรม และสิ่งก่อสร้างใดใดที่ชี้ให้เห็นถึงการมีอยู่ของมนุษย์ ซึ่งวิธีการในการสร้างสรรค์งานที่แปรเปลี่ยนไปเช่นนี้ ล้วนเป็นการปฏิบัติการที่ได้รับอิทธิพลจากมุมมองที่มนุษย์มีต่อธรรมชาติในกระบวนทัศน์แต่ละยุคสมัยเป็นสำคัญ และแม้ปัจจุบันความนิยมในการถ่ายภาพทั้งสองรูปแบบนี้จะเสื่อมความนิยมลงไปแล้วในสังคมการถ่ายภาพร่วมสมัยระดับนานาชาติแล้วก็ตาม ทว่าการถ่ายภาพทั้งสองรูปแบบนี้ก็ยังคมมีอิทธิพลและบทบาทในสังคมศิลปะการถ่ายภาพในประเทศไทยอย่างแนบแน่น (ดูที่เชิงอรรถ 6)

               หากบทบาทที่แท้จริงของการถ่ายภาพคือการบันทึก (document) และการบันทึกด้วยกล้องถ่ายภาพก็เป็นการบันทึกที่แม่นยำและเที่ยงตรงที่สุดเท่าที่ทัศนศิลป์จะพึงมีได้ และหากธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของการถ่ายภาพนั้นมีความแตกต่างไปจากทัศนศิลป์เช่นจิตรกรรมอย่างแท้จริงแล้ว ศิลปะภาพถ่ายภูมิทัศน์ก็น่าจะสามารถเผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติได้อย่างเที่ยงตรงและชัดเจน มากกว่าที่จะจงใจบิดเบือนและปกปิดข้อเท็จจริงในภูมิทัศน์นั้นๆ

               การวิจัยเรื่อง “การพัฒนากระบวนการการถ่ายภาพภูมิทัศน์วัฒนธรรมในพื้นที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” เกิดขึ้นจากความตระหนักในคุณค่าของการศึกษาดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้ผู้วิจัยมีความปรารถนาที่จะทดลองและพัฒนากระบวนการสร้างสรรค์ภาพภูมิทัศน์เพื่อให้ได้ผลงานที่มีความแตกต่างไปจากภาพภูมิทัศน์กระแสหลักในวงการศิลปะการถ่ายภาพไทยในปัจจุบัน ที่เน้นการแสดงออกทางอารมณ์และใช้เทคนิคการถ่ายภาพในการสร้างสรรค์ภาพบรรยากาศในอุดมคติ โดยผู้วิจัยจะทำการศึกษาถึงองค์ความรู้จากหลายสาขาวิชา ทั้งวิชาวัฒนธรรมศึกษา การท่องเที่ยวศึกษา ภูมิทัศน์ศึกษา สังคมวิทยาและมานุษยวิทยาว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมมนุษย์ รวมถึงประวัติศาสตร์โลกและประวัติศาสตร์ศิลป์ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ให้เป็นฐานคิดของการสร้างสรรค์งานศิลปะในครั้งนี้ ส่วนแนวความคิดหลักในการสร้างสรรค์ผลงานนั้น ผู้วิจัยจะมุ่งประเด็นในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในฐานะนักท่องเที่ยว และภูมิทัศน์ทางการท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในภูมิทัศน์ อันป็นผลพวงที่มีสาเหตุจากการพัฒนาและกิจกรรมการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความตระหนักต่อสังคม ในความสัมพันธ์ที่เปราะบางระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ ในบริบทของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

2.  วัตถุประสงค์ของการวิจัย

2.1 เพื่อศึกษาถึงโลกทัศน์ที่มนุษย์มีต่อธรรมชาติและพัฒนาการของการถ่ายภาพภูมิทัศน์ระหว่างปี ศ.ศ. 1839 – ปัจจุบัน (Thinking process / History & theory – บทที่ 2)

2.2 เพื่อพัฒนารูปแบบการสร้างสรรค์ศิลปะภาพถ่ายภูมิทัศน์วัฒนธรรมในพื้นที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (Working process / Creative Work – บทที่ 3)

2.3 เพื่อประเมินผลสำเร็จแห่งการสร้างสรรค์ทั้งในแง่ของการรับรู้เนื้อหา ผลกระทบต่อสังคม และคุณค่าทางด้านศิลปะ (Design process / Validation – บทที่ 4)

3.  กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจัย

            ดูที่ภาคผนวก

4. ขอบเขตการวิจัย

            4.1 ขอบเขตของการค้นคว้า

                        4.1.1 ขอบเขตด้านเนื้อหา

                        เพื่อสร้างแนวความคิดในการสร้างสรรค์ผลงาน และทำความเข้าใจในพัฒนาการของรูปแบบของการถ่ายภาพภูมิทัศน์วัฒนธรรมนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้วิจัยจะทำการศึกษาประวัติศาสตร์และพัฒนาการของการถ่ายภาพภูมิทัศน์ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงประเด็นทางการท่องเที่ยวและผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้เป็นฐานในการประยุกต์สร้างแนวความคิดหลักในการสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายภูมิทัศน์วัฒนธรรมในพื้นที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

                        4.1.2 ขอบเขตด้านเวลา

                        ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตด้านระยะเวลาในการค้นคว้าเชิงลึกหรือระยะก่อนการสร้างสรรค์ผลงานไว้ในช่วงสองปีแรก คือ ช่วงระหว่างปลายปี พ.ศ. 2554 ถึงกลางปี พ.ศ. 2556

            4.2 ขอบเขตของการสร้างสรรค์ (หรือควรจะย้ายไปไว้ในบทที่ 3 กระบวนการสร้างสรรค์?)

                        4.2.1 ขอบเขตด้านพื้นที่

               เพื่อนำเสนอความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทางภูมิทัศน์และวัฒนธรรมในแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างชัดเจน ผู้วิจัยพบว่าสถานที่ท่องเที่ยวที่มีศักยภาพการพัฒนาสูง มักจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์และวัฒนธรรมสูงตามไปด้วย ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเลือกใช้ข้อมูลพื้นที่จากแผนพัฒนาการท่องเที่ยว ปี พ.ศ. 2552-2555 ตามแนวคิดกลุ่มคลัสเตอร์ (cluster) การท่องเที่ยว (ที่มา: กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว พ.ศ. 2551-2554) โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น14 กลุ่ม ดังนี้

               กลุ่มท่องเที่ยวน้ำพุร้อน

               กลุ่มท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผจญภัย

               กลุ่มท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา

               กลุ่มท่องเที่ยวมรดกโลกเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

               กลุ่มท่องเที่ยวนิเวศป่าร้อนชื้น

               กลุ่มท่องเที่ยววิถีชีวิตลุ่มแม่น้ำภาคกลาง

               กลุ่มท่องเที่ยว Royal Coast

               กลุ่มท่องเที่ยวมหัศจรรย์สองสมุทร

               กลุ่มท่องเที่ยวเลียบฝั่งแม่น้ำโขง

               กลุ่มท่องเที่ยวเส้นทางไดโนเสาร์

               กลุ่มท่องเที่ยวมหัศจรรย์เส้นทางบุญ

               กลุ่มท่องเที่ยวอารยธรรมอีสานใต้

               กลุ่มท่องเที่ยวเส้นทางอัญมณีและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

               กลุ่มท่องเที่ยว Active Beach

               นอกจากนั้น ผู้วิจัยจะใช้ปัจจัยจากศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเพื่อจำกัดขอบเขตพื้นที่การสร้างสรรค์ผลงาน เฉพาะในเขตแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในระดับสูงและระดับกลาง ซึ่งคำนวณจากจำนวนแหล่งท่องเที่ยว บริการการท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐาน (supply site) และจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวในพื้นที่ (demand site) ซึ่งสามารถแบ่งพื้นที่ศักยภาพออกได้ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มศักยภาพต่ำ กลุ่มศักยภาพปานกลาง และกลุ่มศักยภาพสูง (ที่มา: กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว พ.ศ. 2551-2554) โดยผู้วิจัยจะให้ความสำคัญกับกลุ่มศักยภาพสูง และกลุ่มศักยภาพปานกลาง ตามลำดับ ดังนี้

               ภาคเหนือ

               กลุ่มศักยภาพสูง               แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย สุโขทัย                                                                                    พิษณุโลก เพชรบูรณ์

            กลุ่มศักยภาพปานกลาง         ลำปาง น่าน ตาก กำแพงเพชร

               ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

               กลุ่มศักยภาพสูง                   นครราชสีมา อุบลราชธานี

               กลุ่มศักยภาพปานกลาง         เลย อุดรธานี หนองคาย   นครพนม ขอนแก่น                                                                            บุรีรัมย์

               ภาคกลางและตะวันออก

               กลุ่มศักยภาพสูง               กรุงเทพมหานคร กาญจนบุรี เพชรบุรี                                                                                       ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี ระยอง ตราด

               กลุ่มศักยภาพปานกลาง         ลพบุรี นครปฐม นครนายก จันทบุรี

               ภาคใต้

               กลุ่มศักยภาพสูง               ภูเก็ต พังงา สุราษฎร์ธานี กระบี่ ตรัง สงขลา

               กลุ่มศักยภาพปานกลาง         ระนอง ชุมพร นครศรีธรรมราช สตูล นราธิวาส

            4.2.2 ขอบเขตด้านเวลา

                        ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตด้านระยะเวลาในการสร้างสรรค์ผลงาน คือ ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2554 – พ.ศ. 2556

               4.3 ขอบเขตด้านการประเมินผล

                              4.3.1 ขอบเขตด้านประชากร

                              ผู้วิจัยได้กำหนดผู้ประเมินผลลัพธ์ของการสร้างสรรค์ ออกเป็น 4 กลุ่มตัวอย่าง อันได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะและการถ่ายภาพร่วมสมัยจำนวน 10 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวจำนวน 5 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิทัศน์วัฒนธรรมจำนวน 5 ท่าน และผู้เข้าชมนิทรรศการภาพถ่ายจำนวน 200 คน

                              4.3.2 ขอบเขตด้านเนื้อหา

          การประเมินผลแบ่งออกเป็น 2 ส่วนตามวัตถุประสงค์การวิจัย ได้แก่ 1) การประเมินผลด้านความสัมฤทธิ์ผลในรูปแบบที่ได้จากการพัฒนากระบวนการสร้างสรรค์ และ 2) เพื่อประเมินผลสำเร็จแห่งการสร้างสรรค์ทั้งในแง่ของการรับรู้เนื้อหา ผลกระทบต่อสังคม

                              4.3.3 ขอบเขตด้านพื้นที่

                              พื้นที่การประเมินผลมีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ การประเมินผลงานผ่านหนังสือภาพโดยใช้พื้นที่ตามอัธยาศัยของผู้เชี่ยวชาญ และการประเมินผลงานผ่านนิทรรศการจากผู้เข้าชมนิทรรศการซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานครฯ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เลย และสุราษฏร์ธานี

                              4.3.4 ขอบเขตด้านเวลา

                              การประเมินผลงานการสร้างสรรค์จะใช้เวลาประเมินในช่วงปีสุดท้ายของการดำเนินงานวิจัย

5. ข้อตกลงเบื้องต้น

1. การศึกษาผลงานและชีวประวัติของช่างภาพ ไม่อยู่ในขอบข่ายของการวิจัยและการประเมินผล รวมทั้งไม่ได้มีความตั้งใจที่จะนำมาใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดแนวความคิดในการสร้างสรรค์ อย่างไรก็ดี ขั้นตอนของการศึกษาเหล่านี้เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาประวัติศาสตร์และพัฒนาการของการถ่ายภาพภูมิทัศน์ร่วมสมัย ซึ่งจะช่วยให้ให้ทราบถึงข้อจำกัดและความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์ รวมถึงการเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานในส่วนของตัวผู้วิจัยด้วย

2. การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ (creative research) ด้วยการศึกษาข้อมูลพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ ทฤษฎี พัฒนาการทางแนวความคิด รูปแบบและผลงานสร้างสรรค์จากศิลปินที่สัมพันธ์กับเป้าหมายของงานวิจัย รวมถึงการสรุปประเด็นจากการศึกษาเพื่อดำเนินการสร้างสรรค์ผลงาน การสังเกตกระบวนการสร้างสรรค์เพื่อการอธิบายและตีความกระบวนการ และมีการประเมินผลของการสร้างสรรค์เป็นขั้นตอนสุดท้าย

6.  ข้อจำกัดของการวิจัย

1. การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ทางด้านศิลปะในระดับปริญญาเอกซึ่งยังคงเป็นปรากฏการณ์ที่ใหม่ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ จึงยังไม่มีกระบวนทัศน์แม่บทเพื่อเป็นแนวทางในการวิจัยได้อย่างชัดเจน จากการศึกษาเอกสารงานวิจัยทางด้านการสร้างสรรค์ศิลปะในระดับบัณฑิตศึกษา ผู้วิจัยพบว่า การวิจัยเชิงสร้างสรรค์จำนวนมาก ไม่มีการประเมินผลของผลงานสร้างสรรค์ด้วยระบบที่ชัดเจนทั้งในแง่ผลกระทบต่อผู้ดู หรือคุณค่าทางศิลปะที่ได้รับ โดยส่วนใหญ่ ผู้สร้างสรรค์หรือผู้วิจัยจะเป็นผู้ประเมินและสรุปผลโดยตัวผู้วิจัยเอง (ยกตัวอย่าง งานวิจัยสร้างสรรค์ที่นักวิจัยสรุปผลเอง) หากในงานวิจัยที่มีการประเมินคุณค่าของผลลัพธ์แห่งการสร้างสรรค์โดยบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือบุคคลทั่วไป ก็มักจะอยู่ในรูปของงานวิจัยและพัฒนาเชิงนิเทศศาสตร์และการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นหลัก (ยกตัวอย่าง งานวิจัยเชิงนิเทศศาสตร์และการออกแบบ ที่มีการประเมินโดยบุคคลอื่น)

7. คำสำคัญหรือคำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย

วัฒนธรรม (culture) หมายถึง ผลผลิตจากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งต่างๆ รอบตัว แต่เนื่องด้วยความหมายที่หลากหลาย วัฒนธรรมในที่นี้จะเป็นไปในความหมายที่มีความสัมพันธ์กับบริบททางสังคม เวลา และสถานที่

ภูมิทัศน์ (landscape) หมายถึง ส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่มนุษย์สามารถมองดูได้จากมุมมองใดมุมมองหนึ่ง ซึ่งหมายรวมถึงพื้นดิน สัตว์ อาคารสิ่งปลูกสร้าง และมนุษย์

ภูมิทัศน์วัฒนธรรม (cultural landscape) หมายถึง ผลรวมของคำว่า “ภูมิทัศน์” และ “วัฒนธรรม” สื่อความถึงภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อมอันเป็นผลลัพธ์จากวัฒนธรรม ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ นอกจากนั้นยังหมายรวมถึงพื้นที่ทางธรรมชาติ ซึ่งอาจจะรวมถึงสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ด้วยหรือไม่ก็ได้

ภาพบันทึกกายภาพ (topographic) หมายถึง ภาพบันทึกทางกายภาพของภูมิทัศน์หรือภูมิประเทศซึ่งมีความแม่นยำ เที่ยงตรง และเป็นกลาง โดยหลักแล้วมีจุดประสงค์ในการใช้งาน เพื่อการศึกษา สำรวจ และวางแผนทางภูมิศาสตร์ การทหาร และการเมืองการปกครอง

กระบวนทัศน์ (paradigm) หรือกระบวนทัศน์แม่บท หมายถึงความคิดหรือทัศนะอันเป็นพื้นฐานของการมองโลก ซึ่งส่งผลต่อความคิดหรือทัศนะหรือกระบวนทัศน์ย่อยอื่นๆ

พื้นที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หมายถึง สถานที่ท่องเที่ยวและบริเวณใกล้เคียงตามแนวคิดของแผนพัฒนาการท่องเที่ยว ปี พ.ศ. 2552-2555 ตามแนวคิดกลุ่มคลัสเตอร์ (cluster) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ภาพชุด (photo essay) หมายถึง การสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายที่ประกอบขึ้นเป็นชุด โดยมีจุดประสงค์เพื่อการแสดงนิทรรศการหรือผลิตเป็นสื่อหนังสือภาพ

8. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

            นอกจากผลที่จะได้รับตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยแล้ว การวิจัยชิ้นนี้ยังมีประโยชน์ในแง่ของการเป็นกรณีศึกษาของขั้นตอนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะด้วยแนวทางสหวิทยาการ โดยการผสมผสานศาสตร์หลายแขนงเข้าด้วยกันเพื่อผลลัพธ์สุดท้ายในงานวิจัย

9.  เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

            ในเอกสารส่วนนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร งานวิจัย และงานสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งออกเป็น 6 ส่วน ซึ่งจะเป็นการอธิบายถึงปัจจัยต่างๆ ที่เป็นส่วนสนับสนุนแนวความคิดในการสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายตามหัวข้อการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ “การพัฒนากระบวนการการถ่ายภาพภูมิทัศน์วัฒนธรรมในพื้นที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย”

ในส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 ผู้วิจัยจะเริ่มต้นด้วยการทบทวนเอกสารและงานวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนิยามของ “ธรรมชาติ” และนิยามของ “ภูมิทัศน์วัฒนธรรม” โดยเน้นความสำคัญในพัฒนาการของโลกทัศน์ที่มนุษย์มีต่อธรรมชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

จากนั้น ในส่วนที่ 3 ผู้วิจัยจะศึกษาในประเด็นของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและผลกระทบที่เกิดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยที่ส่งผลต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และภูมิทัศน์ภายในพื้นที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นประเด็นแนวความคิดหลักในการสร้างสรรค์ผลงานในครั้งนี้                         

ส่วนที่ 4 จะเป็นการศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวกับพัฒนาการและแนวความคิดในการถ่ายภาพภูมิทัศน์นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1839 ซึ่งเป็นปีที่การถ่ายภาพได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ จนถึงปัจจุบัน และส่วนที่ 5 จะเป็นการศึกษาผลงานสร้างสรรค์ภาพถ่ายโดยศิลปินช่างภาพร่วมสมัยที่ได้สร้างสรรค์ผลงานที่เกี่ยวข้องในประเด็นของภูมิทัศน์วัฒนธรรม ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เพื่อทำความเข้าใจในประเด็นและแนวความคิดที่เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมสมัยซึ่งได้มีผู้สร้างสรรค์ไว้ก่อนหน้านี้

และสุดท้าย ในส่วนที่ 6 จะเป็นการค้นคว้าในส่วนของทฤษฎีในการถ่ายภาพ ว่าด้วยการจำแนกประเภท และลักษณะที่หลากหลายของภาพถ่าย การกำเนิดความหมาย รวมถึงความเป็นไปได้ในการประเมินค่าและตัดสินภาพถ่าย ด้วยเหตุผลที่ว่า มุมมองที่ช่างภาพมีต่อธรรมชาติลักษณะของสื่อที่ช่างภาพใช้นั้น จะส่งผลต่อรูปแบบการสร้างสรรค์ผลงาน นอกจากนั้นแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการทำความเข้าใจและประเมินค่าในภาพถ่ายลักษณะต่างๆ ที่มีรูปแบบที่แตกต่างกัน

          (เพิ่มและแยกเป็นหนึ่งหัวข้อใหญ่ในหัวข้อ “งานทฤษฎีและงานวิจัย”  ได้แก่ 1. ทฤษฎีในการสร้างสรรค์งานศิลปะ 2. ทฤษฎีปรากฏการณ์นิยมที่จะใช้ในการสังเกตกระบวนการสร้างสรรค์ และ 3. ทฤษฎีความพึงพอใจ และรูปแบบเครื่องมือในการตัดสินงานศิลปะ (ที่อาจใช้ในการวัดและประเมินผลโดยผู้ดู ซึ่งน่าจะละเอียดและซับซ้อนกว่าการใช้ลิเคิร์ดสเกลในการวัดผลโดยผู้ดู – หาข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญการวัดและประเมินผล)

9.1 พัฒนาการทางโลกทัศน์ที่มนุษย์มีต่อธรรมชาติ

ธรรมชาติเป็นหนึ่งในแนวความคิดที่มีความยุ่งยากและมีความหมายที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาและบริบททางสังคม เรย์มอนด์ วิลเลี่ยมส์ นักทฤษฎีวัฒนธรรมชาวอังกฤษได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “ธรรมชาติอาจเป็นคำที่มีความซับซ้อนที่สุดคำหนึ่งในภาษา”(ดูที่เชิงอรรถ 7) อย่างไรก็ตาม Williams ได้แบ่งความแตกต่างในความหมายของธรรมชาติภายใต้วัฒนธรรมตะวันตกออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) คุณภาพและคุณลักษณะที่สำคัญของบางสิ่ง 2) พลัง/อำนาจที่มีอยู่เดิมซึ่งกำกับโลก มนุษย์ หรือทั้งสองสิ่ง และ 3) โลกกายภาพ ทั้งที่หมายรวมและไม่รวมมนุษย์อยู่ด้วย (Williams, 1983, p. 219) (ขยายความถึงความแตกต่างในแต่ละรูปแบบซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย) ขณะที่จันทวัน เบ็ญจวรรณ์ ได้แบ่งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติออกเป็นวิวัฒนาการ 4 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 มนุษย์ถูกควบคุมโดยธรรมชาติ ระดับที่ 2 มนุษย์ปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ ระดับที่ 3 มนุษย์ทำลายธรรมชาติ และระดับที่ 4 มนุษย์ถูกทำลายโดยธรรมชาติ (จันทวัน เบ็ญจวรรณ์, ม.ป.ป.) (การแบ่งประเภทนี้น่าถูกอ้างมาจากต้นฉบับที่เป็นเอกสารหรือวิจัย + ศึกษางานเอกสารด้านมนุษย์และสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม)

เห็นได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาตินั้นมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลานับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ซึ่งความสัมพันธ์นี้ก็ขึ้นอยู่กับทัศนคติและฐานวิธีคิดที่มีในแต่ละยุคสมัย ในยุคแรกนั้นธรรมชาติมีอิทธิพลต่อมนุษย์ เพราะมนุษย์จำเป็นต้องพึ่งพาและปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ มนุษย์ในยุคนั้นยังมีความอ่อนด้อยและมีข้อจำกัดมากเมื่อเทียบกับพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ความสัมพันธ์ระห่างมนุษย์และธรรมชาติภายใต้ความไม่รู้ ความกลัว เมื่อต้องเผชิญต่อเหตุการณ์ธรรมชาติที่อยู่เหนือความเข้าใจจึงก่อให้เกิดศาสนา (พระธรรมโกศาจารย์, มปป., หน้า 1) ดังที่เราจะสังเกตได้ว่า วัฒนธรรมที่ฝั่งอยู่ในปรัชญาทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นปรัชญาเต๋า พุทธ เซน และศาสนาที่เชื่อเรื่องจิตวิญญาณล้วนกล่าวถึงวิถีการดำเนินชีวิตในโลก ความเป็นมิตรกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การดำรงชีวิตด้วยเมตตาธรรม เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับองค์ประกอบต่างๆ ของธรรมชาติ อันเป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญ กับการรักษาสมดุลอันละเอียดอ่อนระหว่างความต้องการของมนุษย์และระบบนิเวศ (ดูเชิงอรรถที่ 8)

ก่อนหน้าศตวรรษที่ 16 ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติเป็นไปในครรลองของความสัมพันธ์เชิงชีวิต ซึ่งมีลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยระหว่างโลกแห่งสรรพสิ่ง ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต และให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจความหมายของสรรพสิ่งมากกว่าความต้องการในการพยากรณ์และควบคุม อย่างไรก็ดี ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การสร้างทัศนะคติแบบเหตุผล ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในศาสนาลดลงอย่างมาก การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ต่อตำแหน่งแห่งที่ของมนุษย์ จากที่มนุษย์เคยเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมาเป็น “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” (anthropocentrism) ที่ชัดเจนที่สุดถูกสะท้อนผ่านคุณค่าและความเชื่อในลัทธิทุนนิยม ด้วยแนวความคิดที่ว่าเป้าหมายสูงสุดในชีวิต คือความสามารถในการตอบสนองความปรารถนาของมนุษย์ อันเป็นวิถีชีวิตที่มีความสุข ขณะเดียวกันแนวคิดทางด้านปรัชญาและศาสนาก็ถูกโจมตีด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ว่าเป็นเทววิทยาที่ล้าสมัย ไร้เหตุผล และเป็นภูมิปัญญาที่ไม่สามารถอธิบายความเป็นจริงด้วยแนวคิดแบบปฏิฐานนิยม (positivism) ซึ่งเป็นฐานคิดแบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้

การใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ มีต้นกำเนิดมาจากฐานคิดทางวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 17 และศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นยุคแห่งการรู้แจ้ง (Age of Enlightenment หรือ Age of Reason) ซึ่งเป็นยุคที่วิทยาศาสตร์เริ่มแยกตัวออกจากศาสนา ด้วยการเคลื่อนไหวทางปรัชญาและสังคมที่ให้ความสำคัญทางด้านการใช้เหตุผล (Rationalism) วิทยาศาสตร์ และอิสระของปัจเจกบุคคลที่ถูกจำกัดและครอบงำโดยศาสนจักรในยุคกลาง

นอกจากนั้นแล้ว การที่โลกตะวันตกก้าวเข้าสู่ระบบกลไกและอุตสาหกรรมระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมเป็นตัวกำหนดมุมมองของสังคมที่มีต่อธรรมชาติ และนั่นก็ทำให้ “ธรรมชาติที่ถูกควบคุม” กลายเป็นความจริงที่ยอมรับการในสากล ซึ่งเป็นมุมมองที่ให้ความสำคัญแก่มนุษย์ในตำแหน่งสูงสุดของธรรมชาติ และมองว่าทุกสิ่งล้วนกำเนิดเกิดมาเพื่อรองรับความต้องการของมนุษย์นั้นได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดทางการเมืองและวิทยาศาสตร์ของโลกตะวันตก  

นักคิดคนสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของมนุษย์ต่อธรรมชาติ ได้แก่ ฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon 1561-1626) ผู้บุกเบิกทางวิทยาศาสตร์ที่ได้พัฒนากระบวนคิดทางวิทยาศาสตร์ด้วยกระบวนการแบบอุปนัย (Inductive procedure) (ดูเชิงอรรถที่ 9) และพยายามที่จะเผยความลับของธรรมชาติด้วยวิธีการ “จำกัดขอบเขต” และ “ทรมานให้ธรรมชาติเปิดเผยความลับออกมา” (Merchant, 1980, p.169  อ้างอิงใน ฟริตจ๊อฟ คาปร้า, 2549, หน้า 59) การอธิบายกฎเกณฑ์ธรรมชาติและมองว่าธรรมชาติควรรับใช้มนุษย์ในฐานะวัตถุนี้ ได้กลายเป็นรากฐานทางทฤษฎีวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน เพื่อความสามารถในการปรับเปลี่ยนและควบคุมธรรมชาติ

เรอเน เดส์การ์ตส์ (Rene Descartes 1596-1650) นักคณิตศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นบิดาแห่งปรัชญาสมัยใหม่ชาวฝรั่งเศส เขาศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ด้วยการเสนอทฤษฎี “ทวินิยม” (dualism) ด้วยกระบวนการแบบนิรนัย (deductive) (ดูเชิงอรรถที่ 10) ซึ่งเป็นวิธีการวิเคราะห์เหตุผลด้วยการแยกส่วนปัญหาให้กลายเป็นชิ้นเล็กๆ ออกจากกัน อาทิเช่น ในการศึกษาถึงร่างกายมนุษย์ เดส์การ์ตส์เสนอให้แยกจิตออกจากร่างกาย โดยมองร่างกายว่าเป็นเครื่องจักรชนิดหนึ่ง และเครื่องจักรนี้ก็ถูกควบคุมโดยจิต และด้วยวิธีที่เดส์การ์ตส์มองว่าธรรมชาติคือเครื่องจักรซึ่งประกอบด้วยส่วนต่างๆ ที่ซับซ้อนและแยกออกจากกันนี้เอง มนุษย์จึงสามารถทำความเข้าใจธรรมชาติหรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้ ก็ด้วยการแยกส่วนและลดทอนให้กลายเป็นองค์ประกอบที่เล็กที่สุด และศึกษาองค์ประกอบเหล่านั้นด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และแนวความคิดของเดส์การ์ตส์นี้เองก็ได้รับการสนับสนุนและสานต่อโดยไอแซก นิวตัน (Issac Newton 1642-1727) บิดาแห่งการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ ที่พยายามพัฒนาทัศนะต่อธรรมชาติด้วยการอธิบายกลไกของโลกด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์ รวมถึงการสร้างทฤษฎีการเครื่องไหวของวัตถุทุกรูปแบบ โดยวิธีของนิวตันคือการผสมผสานหลักการของเดสการ์สต์และเบคอนเข้าด้วยกัน และพัฒนาเป็นวิธีวิทยาซึ่งเป็นพื้นฐานทางความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ซึ่งส่งทอดมาถึงปัจจุบัน (ฟริตจ๊อฟ คาปร้า, 2549, หน้า 71-73)

ส่วนในด้านปรัชญาการเมืองที่มีอิทธิพลต่อมุมมองความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาตินั้น ได้แก่ จอห์น ล๊อค (John Locke 1632-1704) นักปรัชญาชาวอังกฤษที่ได้รับอิทธิพลจากเดสการ์ตส์และนิวตัน และส่งผลกระทบต่อแนวความคิดของสังคมในศตวรรษที่ 18 อย่างใหญ่หลวง (ฟริตจ๊อฟ คาปร้า, 2549, หน้า 81) ล๊อคได้พัฒนาทฤษฎีทรัพย์สิน (theory of property) ที่ว่า พระเจ้าได้มอบธรรมชาติทุกสิ่ง รวมถึงสิ่งมีชีวิตที่ด้อยกว่าให้กับมนุษย์ ผืนดินที่ทิ้งร้างนั้นเป็นการสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์และไม่มีค่าใดใด แต่ด้วยการผสมผสานแรงงานกับผืนดิน ด้วยการพลิกหน้าดิน เพาะปลูก เก็บเกี่ยวผลผลิต มนุษย์จึงถือได้ว่าได้ปรับปรุงผืนดินนั้นๆ และกลายเป็นเจ้าของผืนดินนั้นในเวลาต่อมา (Gruen and Jamieson, 1994, p. 2) แนวคิดของล๊อคได้กลายเป็นรากฐานแก่ระบบคุณค่าและมีอิทธิพลอย่างสูงต่อพัฒนาการทางเศรษฐศาสตร์และการเมือง ก่อให้เกิดลักธิปัจเจกชนนิยม ลักธิการครอบครองสมบัติ รวมถึงแนวความคิดด้านตลาดเสรี (ฟริตจ๊อฟ คาปร้า, 2549, หน้า 82)

วิทยาศาสตร์กลายเป็นวิธีที่มนุษย์ใช้ในการทำความเข้าใจธรรมชาติ และเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติและมนุษย์เปลี่ยนไป จากที่มนุษย์มีความเคารพและมีการจำกัดความต้องการในการใช้โลกธรรมชาติด้วยความเหมาะสม เปลี่ยนมาเป็นมนุษย์ในฐานะที่เหนือกว่าธรรมชาติด้วยการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงมุมมองที่มีต่อธรรมชาติในฐานะของชีวิตกลายเป็นธรรมชาติในฐานะของกลไก เมื่อชีวิตและจิตวิญญาณถูกแยกออกจากกัน ธรรมชาติก็ไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ควรค่าแก่การเคารพอีกต่อไป ดังที่ แคโรลิน เมอร์แชนต์ (Carolyn Merchant) ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในหนังสือ “The Death of Nature” ว่า วิทยาศาสตร์ในแนวทางของเบคอน นั้นส่งผลให้มุมมองต่อโลกธรรมชาติของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในช่วงยุคแห่งการรู้แจ้งนี้เอง ภาพของจักรวาลและโลกเพศแม่ถูกแทนที่ด้วยภาพซึ่งธรรมชาติกลายเป็นเพียงกลไกที่ไร้ชีวิต (Merchant, 1990, unpaged, as cited in Dickens, 2004, p. 73)

เมื่อมนุษย์ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงและควบคุมธรรมชาติ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างถนน การสร้างเขื่อน การสร้างเมือง ซึ่งกิจกรรมการพัฒนาเหล่านี้ล้วนต้องตัดไม้ทำลายป่าเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ขณะที่การนำเทคโนโลยีมาจัดการกับสภาพแวดล้อม ก่อให้เกิดความเข้าใจว่ามนุษย์สามารถควบคุมธรรมชาติได้ ผลที่ตามมานอกจากจะส่งผลให้ความรู้สึกนึกคิดที่มนุษย์เคยเกรงกลัวและสยบยอมต่อสิ่งนอกเหนือธรรมชาติเลือนหายไปแล้ว ยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางสังคมและระบบทางวัฒนธรรม ซึ่งกลายเป็นความล่มสลายของจริยธรรม (demoralization) และความเป็นมนุษย์ (dehumanization) ในที่สุด (ศรีศักร วัลลิโภดม, 2554, หน้า 179) เหล่านี้คือผลพวงจากกระบวนทัศน์การมองโลกในยุคแห่งการรู้แจ้งที่วางตำแหน่งมนุษย์ให้เป็นศูนย์กลาง โดยเชื่อว่าวิทยาศาสตร์สามารถให้คำตอบแก่มนุษย์ได้ในทุกๆ ด้าน

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่ยุค “อภินิพัติ” หรือยุคพื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) ในศตวรรษที่ 15 ต่อเนื่องมาจนถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18 และการก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน แม้ความก้าวหน้าเหล่านี้จะผลักดันให้อารยะธรรมมนุษย์พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด แต่ก็ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมอย่างใหญ่หลวง อาทิเช่น การเคลื่อนย้ายถ่ายเทแรงงานและทรัพยากรจากภาคเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาใช้เครื่องจักรในกระบวนการผลิตสินค้าในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นและใช้เวลาน้อยลงกว่าในอดีต การแลกเปลี่ยน การปะทะและการครอบงำทางวัฒนธรรม เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดความเสื่อมโทรมทางระบบนิเวศ สังคม และวัฒนธรรมในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่ว่าจะมองจากมิติของขนาด ความเร็ว หรือความลึกของปัญหา (แมนเฟร็ด สเตเกอร์, 2553, หน้า 142-443)

ในปัจจุบัน สังคมโลกเริ่มให้ความสำคัญปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาประชากรล้นโลก ขยะพิษ มลพิษทางอากาศ น้ำ ดิน รวมไปถึงสุขอนามัยของมนุษย์เหล่านี้ล้วนเป็นสามารถทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติพัฒนามาเป็นสำนึกสาธารณะที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งธรรมชาติที่บอบบาง ประเด็นทางสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นประเด็นหลักทางความคิดของผู้คนหลากหลายสาขาวิชาทั่วโลก สิ่งแวดล้อมมิใช่หัวข้อในการถกเถียงที่จำกัดวงเฉพาะนักนิเวศวิทยาหรือนักวิทยาศาสตร์อีกต่อไป

ในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1960 – 1970 แนวคิดนิเวศวิทยาได้รับการพัฒนาใหม่จนกลายเป็นพื้นฐานของอุดมการณ์ทางการเมืองใหม่ ที่ปฏิเสธลัทธิทุนนิยมซึ่งลดทอนคุณค่าในความเป็นมนุษย์ ตลอดจนก่อปัญหาทางสิ่งแวดล้อมซึ่งได้กล่าวไปแล้วข้างต้น แนวคิดนิเวศวิทยาใหม่นี้นำเสนอวัฒนธรรมทวนกระแสและจริยธรรมของการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันแทนการแข่งขัน รวมถึงการนำเสนอภาพของสังคมลักษณะใหม่ที่เน้นนำการพึ่งพาตนเองและการเข้าหาธรรมชาติ (อนุชาติ พ่วงสำลี, 2554, หน้า 358-359)

ในปี 1973 “นิเวศวิทยาแนวลึก” (ดูที่เชิงอรรถ 11) ได้ถือกำเนิดขึ้นในฐานะกระแสการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ โดย Naess ได้แบ่งลักษณะการเคลื่อนไหวทางนิเวศวิทยาออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ “นิเวศวิทยาแนวตื้น” (Shallow ecology) ซึ่งเป็นการต่อสู้กับมลพิษและการสูญสิ้นทรัพยากร และ “นิเวศวิทยาแนวลึก” (Deep ecology) ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวทางกฎเกณฑ์และปรัชญานิเวศ ที่จะสร้างแรงบันดาลใจในส่วนของประสบการณ์ของมนุษย์ในธรรมชาติและในส่วนของความรู้ทางด้านนิเวศวิทยา (Gruen and Jamieson, 1994, p. 116) โดยพยายามที่จะผลักดันแนวความคิดและกิจกรรมของมนุษย์จาก “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” (anthropocentrism) ไปสู่ “ชีวิตเป็นศูนย์กลาง” (ecocentrism หรือ biocentrism) รวมถึงกระบวนทัศน์ใหม่ในนิเวศวิทยาตะวันตก ที่มองว่า ““มนุษย์” และ “สิ่งแวดล้อม” ไม่สามารถแยกออกจากกันให้เป็นขั้วตรงข้ามกันได้ หากแต่เป็น “สิ่งมีชีวิตและรูปแบบสิ่งแวดล้อมที่เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน” (Dickens, 1992. p. 15) (ดูที่เชิงอรรถ 12)

ส่วนในระดับประชาคมโลกนั้นก็มีการจัดประชุมระดับนานาชาติจำนวนมาก อาทิเช่น การจัดประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมมนุษย์ (United Nations Conference on the Human Environment) ณ กรุงสต๊อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ในปี 1972 ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากกิจกรรมมนุษย์ และส่งผลให้เกิดความเคลื่อนไหวทางด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นจำนวนมาก และในปี 1987 United Nations World Commission on Environment and Development (WCED) ได้จัดทำเอกสารเผยแพร่ในชื่อว่า Our Common Future หรือ Brundtland Report* ซึ่งเรียกร้องให้ประชาคมโลกเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่ฟุ่มเฟื่อย ไปสู่การพัฒนาที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และมุ่งประเด็นไปยังรูปแบบของ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” (Sustainable Development) ซึ่งจำกัดความได้ว่า “รูปแบบของการพัฒนาที่สนองความต้องการของคนในรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ทำให้คนรุ่นต่อไปในอนาคต ต้องประนีประนอมยอมลดทอนความสามารถในการที่จะตอบสนองความต้องการของตนเอง” (ดูที่เชิงอรรถ 13)

นอกจากนั้นยังมีการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (United Nations Conference on Environment and Development หรือ “UNCED” หรือในชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า The Earth Summit และ Rio Summit ในปี 1992 ที่นครริโอ เดอ จาเนโร สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล โดยหนึ่งในผลลัพธ์ที่ได้จากการประชุมในครั้งนี้เป็นเอกสารที่สำคัญ ได้แก่ แผนปฏิบัติการ 21 (Agenda 21)* ซึ่งเปรียบเสมือนแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกสำหรับศตวรรษที่ 21 โดยครอบคลุมการพัฒนาที่สมดุล ทั้ง 3 ด้าน อันประกอบด้วยด้านเศรษฐกิจ สังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีประเทศสมาชิกกว่า 178 ประเทศได้ร่วมลงนามรับรองปฏิญญา    ริโอว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (Rio Declaration on Environment and Development)* และแผนปฏิบัติการ 21 นี้ด้วย

ในปี ค.ศ. 2002 ได้มีการจัดประชุมอีกครั้ง ณ กรุงโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ในชื่อ “World Summit on Sustainable Development” (WSSD) หรือ Earth Summit 2002 เพื่อประเมินผลการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ 21 (Agenda 21) และข้อตกลงอื่นๆ นำไปสู่การลงนามรับรองในปฏิญญาโยฮันเนสเบิร์ก (Johannesburg Declaration)* ซึ่งเน้นย้ำถึงความร่วมือของทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาที่บั่นทอนการพัฒนาที่ยั่งยืน และการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ 21 และแผนอนุวัตโยฮันเนสเบิร์ก (Johannesburg Plan of Implementation หรือ Plan of Implementation of the World Summit on Sustainable Development)* ซึ่งส่งผลให้เกิดการดำเนินการที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี (เพิ่มความขัดแย้ง จากการดำเนินกิจกรรมของกลุ่ม NGO หลายกลุ่ม ที่มีทิศทางทั้งเชิงบวกและเชิงลบ มุมมองที่แตกต่างอันส่งผลไปยังการปฏิบัติที่แตกต่างกัน)

เห็นได้ว่า กระบวนทัศน์ที่มนุษย์มีต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันได้รับอิทธิพลจากศาสนา ความเชื่อ และวิทยาศาสตร์ มีความแตกต่างกันในแต่ละยุคสมัย ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้ส่งผลถึงการรูปแบบกิจกรรมที่มนุษย์กระทำต่อธรรมชาติ นอกจากนั้นแล้วโลกทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยังสะท้อนให้เห็นในงานสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยแสดงให้เห็นถึงรูปแบบและวิธีคิดที่แตกต่างกันในแต่ละยุคสมัย ซึ่งจะได้กล่าวโดยละเอียดในส่วนที่ 4

9.2 นิยามภูมิทัศน์วัฒนธรรม (Cultural Landscape)

คำว่า “ภูมิทัศน์วัฒนธรรม” นั้นประกอบขึ้นมาจากคำสองคำ ได้แก่ “ภูมิทัศน์” และ “วัฒนธรรม” อย่างไรก็ดี คำทั้งสองนี้ก็เป็นคำที่มีแนวความคิดที่ซับซ้อนและมีความหมายที่เลื่อนไหล ซึ่งสามารถตีความได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับมุมมองของนักวิชาการ องค์กร หรือสถาบันที่ใช้คำๆ นี้ในบริบทที่แตกต่างกัน (Kirdsiri, 2008, p. 6) ขณะเดียวกัน กาจนา แก้วเทพ ก็ได้ตั้งข้อสังเกตในทำนองเดียวกันด้วยว่า นิยามของคำว่า “วัฒนธรรม” นั้นมีความหลากหลายสูงมาก เพราะปัจจุบันคาดว่ามีการให้นิยามคำว่า “วัฒนธรรม” ไม่น้อยกว่า 200 นิยาม (กาจนา แก้วเทพ, 2549, หน้า 8)

          “วัฒนธรรม” (Culture)

คำว่า “วัฒนธรรม” นั้น เป็นหนึ่งในคำที่มีนิยามที่หลากหลายในการศึกษาสายมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ วัฒนธรรมมีแนวความคิดที่ซับซ้อน นอกจากนั้นแล้วความหมายของคำๆ นี้ก็เปลี่ยนแปลงไปได้ตามกาลเวลา (Williams, 1983, p. 87) นอกจากนั้น นักวิชาการแต่ละสายหรือสำนักคิดแต่ละสำนักก็ล้วนมองคำๆ นี้ด้วยมุมมองและความสนใจที่แตกต่างกัน โดยการนิยามแบบดั้งเดิมนั้น คำว่าวัฒนธรรมนั้นก็จะหมายถึง “สิ่งที่ดีที่สุดที่ถูกคิดและกล่าวถึง” (Arnold, 1932, p. 6) (ดูที่เชิงอรรถ 14) ซึ่งนิยามในลักษณะนี้ ก็จะเป็นนิยามที่คนทั่วไปคุ้นเคยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมไทยที่มีชนชั้นวรรณะ ดังคำกล่าวที่ว่า “ประพฤติตนอย่างผู้มีวัฒนธรรม” หรือ “ความไร้วัฒนธรรม” จากการรณรงค์เพื่อสอนวัฒนธรรมอันดีงามหรือ “วัฒนธรรมไทยอารยะ” ให้ประชาชนชาวไทยในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ด้วยแนวความคิด “มาลานำไทย” โดยให้ประชาชนไทยเลิกกินหมาก สวมหมวก และสวมรองเท้าให้เหมือนกับชาวตะวันตก การมองวัฒนธรรมในลักษณะข้างต้นนี้ ก็สามารถบอกเป็นนัยได้ว่า วัฒนธรรมนั้นสามารถแบ่งแยกระหว่าง “วัฒนธรรมชั้นสูง” (high culture) เช่น วิจิตรศิลป์ วรรณกรรม ฯลฯ และ “วัฒนธรรมชั้นล่าง” (low culture) อันได้แก่ โทรทัศน์ การ์ตูน นิยาย ฯลฯ ซึ่งเป็นความพยายามในการแบ่งระดับวัฒนธรรมด้วยคุณค่าของกิจกรรมทางชนชั้นสังคม

            ศรีศักร วัลลิโภดม ได้แบ่งรูปแบบของวัฒนธรรมออกเป็นรูปแบบหลัก 2 รูปแบบ อันได้แก่ วัฒนธรรมหลวง (Great tradition) และ วัฒนธรรมราษฎร์ (Little tradition) โดยวัฒนธรรมหลวงนั้นมีลักษณะที่เป็นภาพนิ่ง ซึ่งมุ่งเน้นสิ่งที่เป็นศิลปวัฒนธรรมเป็นสำคัญ เป็นมรดกทางภูมิปัญญาและสิ่งดีงามของชาติบ้านเมืองที่ต้องอนุรักษ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการรวมผู้คนที่มีความหลากหลายให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยที่รัฐหรือผู้มีอำนาจในการปกครองเป็นผู้กำหนดขึ้นและบังคับใช้ ดังเช่นแนวคิด “มาลานำไทย” ที่ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้น ในทางตรงกันข้ามวัฒนธรรมราษฎร์นั้นจะเป็นวัฒนธรรมระดับล่างหรือชีวิตวัฒนธรรม ซึ่งหมายถึงวิถีชีวิตของกลุ่มชุมชนที่มีความแตกต่าง ซึ่งเกิดจากความพยายามในการปรับตัวตามลักษณะของพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น (ศรีศักร วัลลิโภดม, 2554, หน้า 8-9)

ในปัจจุบัน การศึกษา “วัฒนธรรม” นั้นจะเป็นไปในรูปขององค์รวมที่เป็นภาพเคลื่อนไหว (dynamic) ที่มีวัฒนธรรมหลวงและวัฒนธรรมราษฎร์ปะทะสังสรรค์กัน โดยไม่สามารถแยกวัฒนธรรมทั้งสองออกจากกันได้ (ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม. 2554. หน้า 9) โดยการศึกษาในบริบทของมานุษยวิทยา คำว่า “วัฒนธรรม” จะถูกใช้ในการอ้างอิงถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ “วิถีชีวิต” (way of life) ของผู้คน สังคม ชาติ หรือกลุ่มสังคม ซึ่งความหมายในบริบทนี้กินความรวมถึงทุกๆ กิจกรรมในสังคมมนุษย์ และสื่อให้รู้สึกถึงแนวความคิดของวัฒนธรรมมวลชน (mass/popular culture) ส่วนในสายสังคมวิทยา คำว่า “วัฒนธรรม” นี้ก็มักจะหมายถึง “ความหมายที่ใช้ร่วมกัน” ของกลุ่มหรือสังคม  ซึ่งความหมายจะถูกสร้างขึ้นและส่งผ่านทางการเสนอซ้ำ (representation) ด้วยสื่อทางทัศนะ คำพูด และตัวอักษร นักทฤษฎีวัฒนธรรม Stuart Hall ได้ชี้ให้เห็นว่า วัฒนธรรมมิได้เป็นชุดสิ่งของ (set of things) หากแต่เป็นกระบวนการหรือการปฏิบัติผ่านปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มคนเพื่อสร้างความหมายให้สิ่งของเหล่านั้น วัฒนธรรมคือกระบวนการผลิตและแลกเปลี่ยนของความหมายระหว่างสมาชิกในกลุ่ม (Hall, 1997. p. 2-3)

             “ภูมิทัศน์” (Landscape)

ความเข้าใจหรือโลกทัศน์ที่มนุษย์มีต่อคำว่า “ภูมิทัศน์” (landscape) นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ คำว่า “land”  นั้นมีรากศัพท์ย้อนกลับไปในยุคมืดหรือยุคกลาง (Middle Ages) ซึ่งหมายถึงหน่วยทางภูมิศาสตร์ (geographical unit) ส่วนคำว่า “scape” นั้นเป็นหนึ่งในคำสะกดที่มาจากคำว่า “shape” ซึ่งหมายถึงการปรับแต่ง การสร้างสรรค์ ดังนั้น คำว่า “landscape” จึงหมายถึง “พื้นที่ซึ่งถูกปรับแต่งโดยมนุษย์ที่อยู่อาศัยบนพื้นที่นั้น” (Kirdsiri, 2008, p. 6)

มีความเชื่อกันว่า คำว่า “landskift” “landscipe” หรือ “landscaef” เข้ามาในระบบภาษาอังกฤษในช่วงหลังศตวรรษที่ 5 (http://en.wikipedia.org/wiki/Landscape) ซึ่งคำเหล่านี้หมายถึงระบบของพื้นที่ซึ่งมนุษย์สร้างขึ้นบนพื้นที่ ซึ่งคำๆ นี้มีความหมายที่คล้ายเคียงกับคำว่า “landschaft” ในภาษาเยอรมันซึ่งหมายถึงระบบการจัดการขนาดเล็กซึ่งถูกห้อมล้อมด้วยผืนป่าขนาดใหญ่ (http://en.wikipedia.org/wiki/Landscape) และในช่วงปลายยุคกลาง ชาวฮอลแลนด์นำคำๆ นี้ไปประยุกต์ใช้และเปลี่ยนเป็น “landscap” โดยมีการปรับเปลี่ยนความหมายตามไปด้วย นั่นก็เพราะเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้ว ประเทศฮอลแลนด์เป็นประเทศขนาดเล็ก ที่มีกิจกรรมการเกษตรและพื้นที่อาศัยกินพื้นที่มาก ดังนั้นความแตกต่างระหว่างพื้นที่อาศัยและสิ่งแวดล้อมรอบข้างจึงไม่ได้แตกต่างกันมาก หรือแทบจะแยกกันไม่ออก ในทางกลับกัน ความหมายของคำๆ นี้เริ่มมีอิทธิพลต่อพื้นที่ทั้งสองส่วน ซึ่งก็คือกิจกรรมทางวัฒนธรรมในวิถีของชาวฮอลแลนด์ (Dean and Millar, 2005, p. ?)

นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในงานศิลปะยุคแรกนั้น ภูมิทัศน์จะปรากฏให้เห็นในงานจิตรกรรมเพียงส่วนเล็กๆ โดยจะมีภาพภูมิทัศน์ปรากฏให้เห็นผ่านตามช่องประตู หน้าต่าง ที่มองจากภายในสถาปัตยกรรมที่มั่นคง ปลอดภัย หรือภูมิทัศน์นั้นอาจเป็นเพียงแค่ฉากหลังที่ไม่สำคัญให้กับตัวแบบหลักภายในภาพเท่านั้น และส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นฉาก (scene) ที่นำมาจากคัมภีร์ไบเบิ้ลหรือวรรณกรรมคลาสสิก (Dean and Millar, 2005, p. ?)

รูปศัพท์สมัยใหม่ที่ให้ความหมายสื่อถึง “ภูมิทัศน์และทิวทัศน์” ปรากฏขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 เมื่อคำว่า “landscap” ถูกนำมาใช้โดยจิตรกรชาวฮอลแลนด์ซึ่งหมายถึงภาพจิตกรรมธรรมชาติและทิวทัศน์ชนบท คำว่า “landscape” ถูกบันทึกในภาษาอังกฤษครั้งแรกในปี 1598 คำๆ นี้ถูกหยิบยืมมาจากศัพท์ภาษาฮอลแลนด์ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันในงานจิตรกรรมในช่วงยุคศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นช่วงที่จิตรกรชาวฮอลแลนด์ได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการวาดภาพภูมิทัศน์ คำว่า “Landschap” ในภาษาฮอลแลนด์นั้นหมายถึง “ขอบเขต บริเวณที่ดิน” (region, tract of land) แต่มีความรู้สึกทางสุนทรียะผสมอยู่ในความหมายของคำๆ นี้ด้วย (Gorter, YEAR, p. 82) และเมื่อคำๆ นี้ถูกถ่ายโอนมาเป็นภาษาอังกฤษ ก็ได้มีความหมายที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน ได้แก่ ภาพที่มักจะมองลงมาจากมุมสูง มองเห็นฉากภาพของความเป็นชนบท ประกอบด้วยหมู่บ้าน ทุ่งหญ้า ป่าเขา และถนน ซึ่งก็ไม่ได้มีลักษณะของความเป็นธรรมชาติทั้งหมด ในทางกลับกันก็ได้รวมสิ่งที่มนุษย์สร้างและจัดการ ด้วยเหตุนี้ ภูมิทัศน์จึงเป็นพื้นที่ๆ ถูกแปลงสภาพ ทั้งจากกิจกรรมของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม (Dean and Millar, 2005, p. ?)

อย่างไรก็ดี โดยความหมายเชิงวิชาการ คำว่า “ภูมิทัศน์” นั้นเป็นมากกว่าแค่ “วิวทิวทัศน์” ที่สวยงาม เพราะในการศึกษาภูมิทัศน์วัฒนธรรมนั้น ภูมิทัศน์จะสื่อความถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและสถานที่ กลุ่มสังคมและพื้นที่นั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ซึ่งกลุ่มสังคมนั้นอยู่อาศัยและสมาชิกในสังคมรวมเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์และความหมาย (Groth and Bressi, 1997, p. 1)

ในปี 1908 Otto Schluter นักภูมิศาสตร์ ได้แบ่งประเภทของภูมิทัศน์ออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ ภูมิทัศน์ธรรมชาติ (natural landscape) อันเป็นภูมิทัศน์ที่มีอยู่ก่อนที่มนุษย์จะเข้าไปเปลี่ยนแปลง และภูมิทัศน์วัฒนธรรม (cultural landscape) ซึ่งเป็นภูมิทัศน์ที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมมนุษย์  โดยการที่ Schluter แบ่งประเภทของภูมิทัศน์ดังกล่าวนี้ก็เพื่อสร้างความเข้าใจและเพิ่มความสามารถในการเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมศาสตร์ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ และประวัติศาสตร์ศิลป์ได้มากกว่าการนิยามแบบเดิม (ดูที่เชิงอรรถ 15)

ความเข้าใจในภูมิทัศน์จะช่วยให้มนุษย์สามารถทำความเข้าใจ (appreciate) และทราบถึงวิธีการจัดการธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม John B. Jackson (1984, หน้า 156) ได้นิยามความหมายของภูมิทัศน์ไว้ว่า ภูมิทัศน์มิได้เป็นเพียงพื้นที่ธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อมธรรมชาติเท่านั้น หากแต่ภูมิทัศน์คือพื้นที่ๆ มนุษย์กำหนดระบบของพื้นที่และเวลา (Jackson, 1984, p. 156) ซึ่งสอดคล้องกับที่นัก Peirce Lewis นักภูมิศาสตร์ กล่าวไว้ในปี 1979 ว่า “หากเราต้องการทำความเข้าใจในตัวเราเอง เราก็จำเป็นต้องสำรวจหน้าตาของภูมิทัศน์” เหตุผลที่ภูมิทัศน์เป็นแหล่งความรู้ที่เกี่ยวกับตัวตนของมนุษย์ นั่นก็เพราะภูมิทัศน์ “เป็นอัตชีวประวัติที่มนุษย์ไม่รู้ตัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงรสนิยม คุณค่า ความปรารถนา และแม้กระทั่งความกลัว” (Lewis, 1979, pp. 11-32  as cited in Grot and Bressi, 1997, pp. 4-5)

             “ภูมิทัศน์วัฒนธรรม” (Cultural Landscape)

จากการอธิบายความหมายของคำสองคำในข้างต้น เมื่อนำคำทั้งสองอันได้แก่คำว่า “ภูมิทัศน์” และ “วัฒนธรรม” มาสมาสรวมกัน ภูมิทัศน์วัฒนธรรมจึงน่าจะมีความหมายถึงการผสมผสานระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรมของมนุษย์ ซึ่งสะท้อนให้เป็นถึงถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์และชี้ให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของผู้คนและสถานที่นั้นๆ อย่างไรก็ดี นักทฤษฎีจำนวนมากได้ให้ความหมายของคำว่า “ภูมิทัศน์วัฒนธรรม” ไว้อย่างหลากหลาย ดังเช่น

P.J. Fowler ได้อธิบายความหมายของคำๆ นี้ไว้ว่า ภูมิทัศน์วัฒนธรรมไว้คือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ซึ่งเผยให้เห็นถึงวิวัฒนาการของมนุษย์และวัฒนธรรมตั้งแต่ยุคเริ่มตั้งถิ่นฐาน และพัฒนาเรื่อยมาภายใต้อิทธิพลข้อจำกัด และโอกาสทางกายภาพ อิทธิพลที่ว่านี้ก็ได้แก่สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ และแรงบีบทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่ต่อเนื่องกันมา ทั้งภายในและภายนอก (Fowler, 2003, p. 22)

แนวความคิดในเรื่องของภูมิทัศน์วัฒนธรรมนั้นได้รับการบุกเบิกโดยนักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมันและนักภูมิศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในช่วงกลาง/ปลายศตวรรษที่ 19 ส่วนคำว่า “ภูมิทัศน์วัฒนธรรม” ในแง่ของศัพท์เทคนิคนั้นถูกสร้างขึ้นมาในแวดวงวิชาการช่วงต้นศตวรรษที่ 20* (Kirdsiri, 2008, p. 7) ซึ่งศัพท์และแนวความคิดนี้ได้รับการสนับสนุนโดยนักภูมิศาสตร์ชาวอเมริกัน Carl Ortwin Sauer (1963 หน้า 343) ได้ให้นิยามคำว่าภูมิทัศน์วัฒนธรรมไว้ว่า “ภูมิทัศน์วัฒนธรรมนั้นเกิดขึ้นจากภูมิทัศน์ทางธรรมชาติโดยกลุ่มวัฒนธรรม วัฒนธรรมเป็นผู้กระทำ พื้นที่ธรรมชาติคือสื่อกลาง และภูมิทัศน์วัฒนธรรมคือผลลัพธ์” (Sauer, 1925, pp. 19-53 as cited in Kirdsiri, 2008, p. 9) (ดูที่เชิงอรรถ 16)

ในยุคโบราณกาล มนุษย์ยังอาศัยอยู่กับเทคโนโลยีที่เรียบง่าย ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นไม่มากนัก วัฒนธรรมในสมัยนั้นเป็นตัวแปรหลักในการปรับแต่งภูมิทัศน์ให้มีความเหมาะสมกับการใช้ชีวิตของมนุษย์แต่ละพื้นที่ ส่งผลให้สังคมแต่ละสังคม ซึ่งมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน มีภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่โดดเด่นแตกต่างกัน

อย่างไรก็ดี กระแสโลกาภิวัตน์ (globalization) ได้นำมาซึ่งการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนถ่ายสภาพภูมิทัศน์วัฒนธรรมของแต่ละสังคมซึ่งแต่เดิมมีความหลากหลาย กลายมาเป็นความเหมือนกันอย่างแยกไม่ออก ส่งผลทำให้สถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์พื้นถิ่นเริ่มเลือนหายไปจากพื้นที่เดิม อย่างเช่นเรือนกาแลที่เคยเป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของภาคเหนือ ซึ่งเริ่มสูญหายไปในปัจจุบัน ถูกแทนที่ด้วยบ้านจัดสรร อาคาร และตึกสูงรูปทรงร่วมสมัย (ดวงจันทร์ อาภาวัชรุตม์ เจริญเมือง, 2542, หน้า ?)

เหล่านี้เป็นแนวความคิดที่น่าสนใจ ก่อให้เกิดความเข้าใจทางด้านภูมิทัศน์วัฒนธรรม สามารถช่วยให้ผู้วิจัยตีความ (interpret) ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมและธรรมชาติที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้วิจัยต้องการทำความสำรวจทางทัศนะ ถึงภูมิทัศน์วัฒนธรรมในประเทศไทยภายใต้พื้นที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้หลักให้กับประเทศไทย ในขณะเดียวกัน ก็เป็นอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์และวัฒนธรรมของประเทศไทย โดยผู้วิจัยจะกล่าวอย่างละเอียดในบทที่ 3 ซึ่งเป็นบทที่อธิบายถึงการตีความและกระบวนการสร้างสรรค์ผลงาน

9.3 พัฒนาการการท่องเที่ยวของประเทศไทย

            นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา หลายๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยได้มีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเล็งเห็นว่าการท่องเที่ยวมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ นำมาซึ่งรายได้เข้าสู่ประเทศอย่างมหาศาล และเป็นยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำและกระจายรายได้ให้กับประชาชน โดยในปี พ.ศ. 2502 รัฐบาลไทยสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้ประกาศตั้งองค์การส่งเสริมการส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อ.ส.ท.) โดยมีพลโทเฉลิมชัย จารุวัสตร์เป็นผู้อำนวยการคนแรกเพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว และมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งบริการที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย (ที่มา : เว็บไซต์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การท่องเที่ยวได้รับการสนับสนุนมากขึ้นนั้น ก็เนื่องมาจากสภาวะทางการเมืองที่เริ่มมั่นคง และการพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นศูนย์กลางทางด้านการคมนาคมทางอากาศ ส่งผลให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างรุนแรงและรวดเร็ว เพราะมีความต้องการจากนักท่องเที่ยวชาวและทหารอเมริกันที่เข้ามาพักผ่อนในช่วงสงครามเวียดนาม (พ.ศ. 2500 – 2518) ซึ่งรัฐบาลอเมริกาได้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพและที่พักผ่อน เหล่านี้ได้มีส่วนในการเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศไทย และมีส่วนทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดี ประเทศไทยก็ได้รับชื่อเสียงในทางที่ไม่ค่อยจะดีนัก เกี่ยวกับบริการทางเพศที่มีอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง (Ouyyanont, 2001 p. 165)

            ในปี พ.ศ. 2518 เมื่อสงครามเวียดนามสิ้นสุดลงและรัฐบาลอเมริกันได้ถอนทหารออกจากเวียดนาม ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยลดลงอย่างมาก แต่ก็มีนักท่องเที่ยวจากชาติอื่นๆ เข้ามาแทนที่ทหารอเมริกัน เช่น นักท่องเที่ยวจากประเทศญี่ปุ่น อาหรับ และยุโรป ซึ่งมีความต้องการที่แตกต่างไปจากทหารอเมริกัน ทำให้ภาคเอกชนมีการปรับตัวในด้านการจัดการ ให้มีสิ่งบริการที่มีระดับสูงขึ้น เช่น โรงแรม บริษัทนำเที่ยว สนามกอล์ฟ คลับระดับสูง เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกันสิ่งบริการราคาประหยัดสำหรับนักท่องเที่ยวในรูปแบบแบกเป้ (backpackers) ก็ขยายตัวขึ้นด้วยเช่นกัน

 ในส่วนของประเทศไทยกับการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนั้น ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2510-2514) และฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2515-2519) รัฐบาลไทยเริ่มกำหนดมาตรการแนวทางในการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยขยายงานโฆษณาและงานเผยแพร่ในต่างประเทศให้มากขึ้น รวมถึงปรับปรุงระเบียบและพิธีการต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางเข้าออกทั้งภายในและต่างประเทศ รวมถึงการส่งเสริมให้ส่วนราชการและเอกชนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นที่ดึงดูด จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2520 จึงได้เริ่มมีแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520-2524) เป็นครั้งแรก และต่อมาการท่องเที่ยวก็ได้รับการบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตลอดมา (ที่มา : เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ http://www.nesdb.go.th)

อย่างไรก็ดี แผนการพัฒนาการท่องเที่ยวในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ผ่านมาจะเน้นความสำคัญกับนักท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งปัญหาที่ตามมาจากการเน้นตลาดต่างประเทศก็คือ ทำให้เสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอยู่ในระดับต่ำ และมีความไหวตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่น ปัญหาโรคติดต่อ ปัญหาโรคระบาด (โรคเอดส์ โรคซาร์) และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การรัฐประหาร ก่อให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจซบเซาในจังหวัดที่พึ่งการท่องเที่ยวจากต่างประเทศในระดับสูง เช่น หาดใหญ่ พัทยา ภูเก็ต เป็นต้น นอกจากนั้น การท่องเที่ยวยังส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมในประเทศไทย ซึ่งจะได้กล่าวอย่างละเอียดในส่วนต่อไป

            เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซา รัฐบาลได้ประกาศโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เป็น “ปีการท่องเที่ยวไทย” 2 ครั้ง ได้แก่ปี พ.ศ. 2523 โดยมีวัตถุประสงค์ให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ และส่งเสริมให้ชาวต่างประเทศมาท่องเที่ยวในประเทศไทย และครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2530 เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ส่วนในปี พ.ศ. 2541-2542 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็ได้จัดให้เป็นปี Amazing Thailand 1998-1999 หรือปีการท่องเที่ยวไทย 2541-2542

            นอกจากนั้นในรัฐบาลเริ่มเล็งเห็นปัญหาที่เกิดจากการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความเสื่อมโทรมทางทรัพยากรธรรมชาติหรือปัญหาทางวัฒนธรรมที่เป็นผลพวงมาจากการท่องเที่ยว ดังนั้นในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) รัฐบาลจึงมุ่งเน้นเป้าหมายการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนเป็นสำคัญ โดยได้กำหนดวิสัยทัศน์การพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศระยะยาวไว้ว่า “ให้การท่องเที่ยวไทยมีเอกลักษณ์ไทยในมาตรฐานสากลในปี พ.ศ. 2555” และในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) นั้นก็ยังได้มุ่งเน้นในเรื่องของการปรับโครงสร้างภาคบริการให้เป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ โดยพัฒนาการท่องเที่ยวไทย ให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของภูมิภาค “บนฐานความโดดเด่นและหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และความเป็นไทย” นอกจากนั้น รัฐบาลไทยได้ได้มีมติเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2552 ประกาศให้การท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ (National Agenda) โดยกำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า “ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ มีขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในระดับโลก สามารถสร้างรายได้และกระจายรายได้ โดยคำนึงถึงความเป็นธรรม สมดุล และยั่งยืน” (ที่มา : แผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ พ.ศ.2555-2559)

ผลกระทบของการท่องเที่ยวต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และภูมิทัศน์ในประเทศไทย

การท่องเที่ยวก่อให้เกิดการพัฒนา และการพัฒนาก็ย่อมก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพหรือภูมิทัศน์ในท้องถิ่นนั้นๆ ในปัจจุบัน ประเทศไทยได้พัฒนาจนกลายเป็นประเทศที่ได้รับความนิยมในการเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 3 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รองจากประเทศจีนและฮ่องกง และยังถูกจัดให้เป็นหนึ่งในยี่สิบประเทศแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมทั่วโลกตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ในปี 2553 นี้เอง มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างประเทศกว่า 15.93 ล้านคนท่องเที่ยวในประเทศไทย ก่อให้เกิดรายได้กว่า 592,794 ล้านบาท (ที่มา : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) และจากการที่เป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งของโลก มีอัตรานักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ทว่าประเทศไทยยังไม่มีการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ดีพอ การจัดการท่องเที่ยวมักมุ่งเน้นไปยังจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาในประเทศและรายจ่ายของนักท่องเที่ยวเหล่านี้ โดยปราศจากการคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม

แม้ว่าการพัฒนาการท่องเที่ยวเป็นสาขาหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่มีความแตกต่างไปจากการพัฒนาเศรษฐกิจสาขาอื่น เพราะในขณะที่กิจกรรมอื่นต้องนำทรัพยากรมาใช้ประโยชน์ แต่การท่องเที่ยวจำเป็นต้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติเอาไว้ เพื่อเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว (อ้างจาก?) แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผลกระทบใดใด เกิดขึ้นกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง ตรงกันข้าม การส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวที่เริ่มมีผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นในปัจจุบัน ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและกิจกรรมเกี่ยวเนื่องมุ่งเน้นที่จะกอบโกยผลกำไร โดยลืมที่จะให้ความสำคัญแก่ทรัพยากรนันทนาการที่เป็นปัจจัยพื้นฐานในธุรกิจการท่องเที่ยวนั้นเอง (มนัส สุวรรณ, 2538) หรือผลกระทบในลักษณะที่ไม่พึงปรารถนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรม ส่งผลให้ประชากรบางกลุ่มมองว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม เป็นโลกทัศน์แบบตะวันตก คือมองมนุษย์อยู่เหนือธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง (ศิริ ฮามสุโพธ์, 2543, หน้า 1) และเมื่อการท่องเที่ยวนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่ก้าวกระโดดและไม่เป็นไปตามครรลองของธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงนี้ก็หมายรวมถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม

สำหรับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมนั้น การท่องเที่ยวก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์กันระหว่างคนในแหล่งท่องเที่ยวกับนักท่องเที่ยว นำไปสู่การเรียนรู้ภาษา การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การเลียนแบบการแต่งกายและพฤติกรรมอื่นๆ ซึ่งบางครั้งก็ไม่เหมาะสมกับแหล่งท่องเที่ยว* (Urry, 1996 อ้างใน ศรีไพร พริ้งเพราะ: การพัฒนาการท่องเที่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมชุมชน: บูรณาการจัดการแสดงของช้างในบ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์) ดังที่ ส.ศิวรักษ์ได้ตั้งข้อสังเกตในศิลปะการเต้นกำรำเคียว ซึ่งเป็นวัฒนธรรมภาคกลาง เมื่อวัฒนธรรมดังกล่าวนี้เริ่มสูญหายไปเนื่องจากวิถีชีวิตชาวไร่ชาวนาถูกทำลายลงด้วยระบบทุนนิยมและการผลิตเชิงอุตสาหกรรม การเต้นกำรำเคียวถูกนำมาปรับปรุงโดยกรมศิลปากร และถูกประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือขององค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กลายเป็นการแสดงประจำโรงแรม ปราศจากซึ่งความเหมาะสมและความนับถือวัฒนธรรมพื้นบ้านแต่อย่างใด* (ส.ศิวรักษ์. วัฒนธรรมไทยจะไปทางไหนกัน)

นอกจากนั้นแล้ว มนัส สุวรรณ (การท่องเที่ยวกับผลกระทบ, วารสารภูมิศาสตร์, 2539) ได้ศึกษาถึงผลกระทบของการท่องเที่ยวต่อสภาพทางสังคมและวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นความเสื่อมโทรมของวัฒนธรรมดั้งเดิม โดยวัฒนธรรมเดิมได้ถูกนำมาดัดแปลงเพื่อรองรับการท่องเที่ยวในลักษณะที่เรียกว่า “การขายวัฒนธรรม” หรือการเปลี่ยนแปลงพิธีกรรมในแหล่งท่องเที่ยวเพื่อตอบสนองการท่องเที่ยว การสูญเสียรูปแบบแท้จริงและถูกลดคุณค่าของขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมลงเป็นการแสดงเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น (ยศ สันตสมบัติและคณะ 2544) เพิ่ม คำผกา ได้ตั้งข้อสังเกตหรือในกรณีของการปล่อยโคมลอง ซึ่ง คำผกา ได้ตั้งคำถามถึงประเพณีการปล่อยโคมลอยในจังหวัดเชียงใหม่โดยไม่คำนึงถึงเทศกาล กลายเป็นสินค้าสำหรับโรงแรม ฯลฯ

สำหรับความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ เมื่อสถานที่ท่องเที่ยวได้รับความนิยมมากขึ้น ปัญหาที่ดิน ซึ่งกรรมสิทธิ์มักตกในบุคคลที่มีทุนมากทำให้ที่ดินกระจุกตัวอยู่กับคนบางกลุ่มเท่านั้น เมื่อทุนในรูปที่ดินเกิดการกระจุกตัวทำให้ไม่เกิดอำนาจการต่อรองในกิจกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลในเรื่องการกระจายตัวของรายได้กระจุกอยู่เฉพาะบางกลุ่ม บางธุรกิจเท่านั้น (ธรรมรงค์ อุทัยรังสี 2530) + (หาอ้างอิงปัญหาที่ดิน เช่น อ.ปาย และอ.สมุย)

ทางด้านสังคม การใช้ชีวิตของคนในอดีตมีความเป็นชนบท สันโดษ เรียบง่าย มีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ช่วยเหลือเกื้อกูล เปลี่ยนมาเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ กฎระเบียบที่เคยนำมาใช้ในชุมชนที่ใช้ปฏิบัติร่วมกันก็เริ่มเสื่อมลง ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในเรื่องค่านิยมและทัศนคติของคน (รักษพล สกุลวัฒนา 2538, สมมาตร์ ผลเกิด 2544) โดยเริ่มหันมาทางวัตถุนิยมมากขึ้น นอกจากนั้น การท่องเที่ยวมักก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคม การร่วมกิจกรรมทางสังคม การย้ายถิ่นของชาวบ้าน และปัญหาสังคมด้านต่างๆ (จีรพร ศรีวัฒนานุกูลกิจ, 2544)

ทางด้านการเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิทัศน์ เนื่องจากการพัฒนาการท่องเที่ยวเป็นไปอย่างรุนแรงและรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูง ส่งผลให้การพัฒนาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อตอบสนองนักท่องเที่ยวและผู้ลงทุนมีการขยายตัวสูงตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม อาคารพาณิชย์ ร้านค้า แผงขายของ รวมถึงการออกแบบสิ่งก่อสร้างเพื่อเอาใจนักท่องเที่ยวหรือเชิงพาณิชย์มากกว่าการอนุรักษ์ภูมิทัศน์วัฒนธรรม ซึ่งส่งผลทำให้ทัศนียภาพบริเวณนั้นเสียไป (ศิริ ฮามสุโพธิ์, 2543, หน้า 47) เหล่านี้ล้วนมีเหตุอันเนื่องมาจากการดำเนินแผนงานที่ขาดประสิทธิภาพของภาครัฐ ดังที่ นิธิ สถาปิตานนท์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความระเกะระกะของป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ในเมืองไทยที่ไร้การควบคุม (นิธิ สถาปิตานนท์, 2554, หน้า 8-9) ซึ่งความไม่เป็นระเบียบเหล่านี้จะส่งผลก่อให้เกิดปัญหาทัศนะอุจาดและความเสื่อมโทรมในแหล่งท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว

เห็นได้ว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนั้น แม้จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ด้วยมีการขยายตัวของธุรกิจ การบริการ และการจ้างงานกระจายตัวทั่วทุกภูมิภาค ส่งผลให้ประชาชนมีสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทว่าผลกระทบทางด้านลบที่ไม่สามารถประเมินค่านั้นก็มีอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งแน่นอนว่า ผลกระทบเหล่านี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องต่อการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในฐานะที่เป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สำคัญอันดับหนึ่ง

เพิ่ม – การต่อต้านการพัฒนาที่เกิดจากการท่องเที่ยว (จุดหักเหของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว)

9.4 การถ่ายภาพภูมิทัศน์ – (รอรื้อโครง เขียนใหม่ทั้งหมด)

การถ่ายภูมิทัศน์ในฐานะงานบันทึก

ภาพถ่ายคือการบันทึกภาพโดยช่างภาพที่ยืนอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่ง ในช่วงเวลาใดช่วงหนึ่ง และเหตุผลหลักที่ช่างภาพถ่ายภาพสถานที่ก็คือการนำผู้ดูไปยังสถานที่นั้น จุดเริ่มต้นของการถ่ายภาพนั้นเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการท่องเที่ยวแบบมวลชน (mass tourism) และเมื่อใดที่พวกเขาเดินทางท่องเที่ยว พวกเขาก็จะซื้อภาพถ่ายเพื่อระลึกถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา ในประเทศอังกฤษ Francis Frith หนึ่งในช่างภาพที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานธุรกิจขายภาพภูมิทัศน์ โดยการจ้างช่างภาพจำนวนมากบันทึกภาพภูมิทัศน์ในสถานที่ต่างๆ ในช่วงกลางทศวรรษ 1850s โดยที่ตัวเขาเองออกเดินทางไปยังประเทศอียิปต์เพื่อถ่ายภาพเป็นการเฉพาะ (Badger, 2007, p. 131)

สงครามแรกที่อุบัติขึ้นและถูกถ่ายภาพไว้จำนวนมาก ได้แก่ สงครามกลางเมืองอเมริกัน  อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายสงครามในยุคนี้มิได้เป็นภาพสงครามขณะสู้รบเหมือนกับที่เราคุ้นเคยกัน ทว่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นภาพสมรภูมิ และภูมิทัศน์ที่ไร้ผู้คน อย่างเช่นภาพของ George Barnard นั่นก็เนื่องมาจากเทคโนโลยีวัสดุไวแสงที่ยังพัฒนาอยู่ในขีดที่จำกัด (Langford, 1997, p. ?)

เมื่อสงครามสงบลง ช่างภาพสงครามเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น Andrew Joseph Russell และ Timothy O’Sullivan ก็ได้ทำงานให้กับหน่วยงามสำรวจค้นคว้าทางภูมิศาสตร์เพื่อเดินทางไปยังฝั่งตะวันตก เพื่อเก็บบันทึกภาพภูมิทัศน์ที่เผยให้เห็นได้ว่าพื้นที่เหล่านั้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง (Badger, 2007, p. ?)

ภาพแนวบันทึกในยุคแรกนี้ มักจะเป็นภาพถ่ายเผยให้เห็นผืนดินที่รอคอยการเข้ามาใช้งาน ซึ่งในยุคนี้การถ่ายภาพถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการบันทึกที่เที่ยงตรงและมีความเป็นกลาง ซึ่งรูปแบบการถ่ายภาพในลักษณะนี้เรียกว่า “Topography” ซึ่งหมายความถึง “การบรรยายรายละเอียดของสถานที่ เมือง ตำบล รัฐ และพื้นที่อย่างแม่นยำ” (Jenkins, 1975. p. 6.)

ภาพถ่ายภูมิทัศน์ในฐานะงานศิลปะ

เมื่อถึงยุคสมัยใหม่ การถ่ายภาพสถานที่ได้กลายมาเป็นการถ่ายภาพภูมิทัศน์ ซึ่งเป็นรูปแบบการแสดงออกทางศิลปะโดยศิลปินช่างภาพ และหนึ่งในช่างภาพภูมิทัศน์สมัยใหม่ที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศอเมริกา ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2ได้แก่ Ansel Adams (1902-1984) ภาพถ่ายของ Adams มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวในการอนุรักษ์ธรรมชาติของประเทศอเมริกาในยุคนั้น ภาพของเขาถูกใช้ในการรณรงค์อนุรักษ์ธรรมชาติ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความรู้สึกว่าภาพถ่ายลักษณะนี้เป็นรูปแบบภาพถ่ายที่แสดงถึง “สำนึกธรรมชาติ”

มุมมองต่อสภาพป่าที่มีความดิบเถื่อนของเขาสนับสนุนความเชื่อที่ว่าธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่แยกส่วนออกจากมนุษย์ สังเกตได้จากงานภาพขาวดำที่มีช่วงโทนที่สวยงามเหล่านี้นี้จะไม่มีภาพร่องรอยของผู้คนปรากฏอยู่ในนั้น ซึ่งมีรูปแบบการคิดที่คล้ายคลึงกับแนว Romantic Sublime* (Limerick, et al., 1999, p. 34) ซึ่งการพรรณนานาถึงธรรมชาติของทั้งสองกลุ่มนี้ก็ล้วนต้องการสร้างแรงบันดาลใจถึงความน่าเกรงขาม แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ ธรรมชาติในงานของ Adams เปลี่ยนรูปแบบจากพลังลึกลับเหนือธรรมชาติให้มากลายเป็นความบอบบางและถูกครอบครอง

ขณะที่ผลงานของ Ansel Adams ประสบความสำเร็จในการเรียกร้องความสนใจในการอนุรักษ์ธรรมชาติและการควบคุมการจัดการสิ่งแวดล้อม ทว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้ วิธีการเช่นนี้กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นมุมมองของการอนุรักษ์ที่แคบและตื้นเขิน การอนุรักษ์ “ความเป็นป่า” ไว้สักหนึ่งผืน เพื่อทำลายผืนอื่นๆ เป็นสิ่งที่ไม่เพียงพอและยังถูกตราหน้าว่าปากว่าตาขยิบ (Limerick, et al., 1999, p. 37)  แม้กระทั่ง Henri Cartier-Bresson ช่างภาพสารคดีชาวฝรั่งเศสได้กล่าวเสียดสีถึงช่างภาพกลุ่ม f/64 ไว้ว่า “ โลกกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่ Adams และ Weston  ยังมัวมาถ่ายก้อนหินอยู่เลย” (Jussim and Cock, 1985, unpaged, as cited in Solnit, 2003, p. 47)

สู่ภาพภูมิทัศน์วัฒนธรรม

การเสนอซ้ำด้วยภาพถ่ายในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ด้วยรูปแบบวิธีที่แตกต่างไปจากขนบเดิมที่มีอยู่ จะเป็นเครื่องมือในการสำรวจและแสดงออกทางทัศนะที่มีต่อภูมิทัศน์ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในช่วงทศวรรษที่ 1970s ความสนใจในเรื่องของ Topography กลับมาปรากฏให้เห็นอีกครั้งหนึ่งในวงการถ่ายภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนิทรรศการ New Topographics: Photographs of a Man Altered Landscape ซึ่งจัดในปี 1975 ที่ George Eastman House ใน Rochester, New York งาน New Topographic นี้เผยให้เห็นถึงความสนใจในการใช้งานของพื้นที่และรูปแบบพื้นที่ๆ เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งทำให้จุดๆ นี้เองที่กลายเป็นจุดเด่นของงาน New Topographic โดยในนิทรรศการนี้นำเสนอภาพถ่ายของศิลปินจำนวนมาก รวมถึง Robert Adams, Lewis Baltz และ Bern and Hilla Becher ภาพถ่ายของช่างภาพเหล่านี้จะมีลักษณะ Deadpan (ดูที่เชิงอรรถ 17) คลุมเครือ มีเนื้อหาประเด็นที่ย้อนแย้ง เพื่อเผยให้เห็นภูมิทัศน์ที่ถูกสร้างหรือได้รับผลกระทบจากสังคม (Dennis, 2005, p. ?) ในช่วงเวลานั้น รูปแบบการถ่ายภาพภูมิทัศน์ที่ได้รับความนิยมได้รับอิทธิพลแนวความคิดที่ว่าธรรมชาติและมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่แยกจากกัน (Dicken, 2004, p. ?) นิทรรศการ New Topographic นี้จึงเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการถ่ายภาพภูมิทัศน์รูปแบบใหม่ในอนาคต รูปแบบการถ่ายภาพลักษณะนี้พยายามค้นหาสัจนิยม (realism) และข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นความพยายามในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการถ่ายภาพภูมิทัศน์และเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อภาพภูมิทัศน์ที่สวยงาม (Limerick, et al., 1999, p. ?) เช่นภาพภูมิทัศน์ขาวดำของ Ansel Adams ที่กำลังครองความนิยมในสังคมขณะนั้น เป็นต้น

หากมองในภาพรวมแล้ว ภาพถ่ายรูปแบบ New Topographic ซึ่งมี Bern and Hilla Becher เป็นต้นแบบนั้น ภาพถ่ายจะมีเส้นกริดตั้งนอนที่เที่ยงตรง สภาพแสงภายในภาพจะมีความเรียบแบน และโทนสีที่นุ่มนวล ภาพถ่ายจะเผยให้เห็นถึงอาคาร ที่อยู่อาศัยที่อยู่ในภูมิทัศน์ที่มักจะเป็นแถบชานเมือง ช่างภาพมักจะเลือกถ่ายภาพที่มีมุมมองที่เอียงเอนไปทางภววิสัย (objective) และดูไร้อคติ (detached) ไม่ชี้นำผู้ดู เพราะในขณะที่ตัวแบบในภาพนั้นไม่ได้มีความสวยงาม ทว่าภาพที่แสดงให้เห็นก็ไม่ได้มีความน่าเกลียดแต่อย่างใด

Kelly Dennis ได้กล่าวไว้ว่าความคลุมเครือทางจริยธรรม (ethical ambiguity) และประชดประชันที่ช่างภาพกลุ่ม New Topographic นิยมใช้กันนั้นก็เป็นเครื่องมือทางสุนทรียะ (artistic devices) ความคลุมเครือซึ่งใช้ในการวิพากษ์ผู้ดู (Denis, 2005 p. 2) และการประชดประชันเพื่อ “เผยจิตสำนึกที่ผิดๆ” (Owens, 1992, p. 149 as cited in Dennis, 2005, p. 5) กล่าวได้ว่า New Topographic เลือกใช้รูปแบบวิธีในการนำเสนอภาพลักษณะนี้ และปล่อยให้ผู้ดูเป็นผู้หยิบเลือกความหมายของภาพด้วยตัวเอง และในช่วงปลายทศวรรษ 1980s และ 1990s รูปแบบของการถ่ายภาพ New Topographic ได้แพร่หลายไปทั่วโลกและเป็นจุดกำเนิดของแนวความคิดในการถ่ายภาพภูมิทัศน์ที่หลากหลายเช่นในปัจจุบัน

9.5 ประเภทของภาพถ่าย

 Terence Wright  ได้แบ่งลักษณะของภาพออกเป็น 3 ประเภทโดยอิง “ความตั้งใจทางสุนทรียะ” อันได้แก่ Realism ซึ่งนิยมในการบันทึกความเป็นจริงที่แม่นยำและตรงไปตรงมา ด้วยความเชื่อที่ว่าแก่นแท้ที่สุดของการถ่ายภาพคือการบันทึกที่ไร้อคติ และ Formalism ซึ่งให้ความสำคัญในการทำให้ตัวภาพถ่ายนั้นเป็นวัตถุทางศิลปะ ซึ่งตรงกับแนวความคิดที่ว่า “ศิลปะเพื่อศิลปะ” และ Expressionism ซึ่งให้ความสำคัญในการแสดงออกของตัวช่างภาพเป็นหลัก คำว่า Expressionism นี้อาจใช้ไม่ค่อยบ่อยนักในแวดวงศิลปะถ่ายภาพ แต่คำๆ นี้เทียบเคียงได้กับการเคลื่อนไหวในแนวพิศเจริญ (Pictorial) (ดูที่เชิงอรรถ 18) แนวความคิดในการแบ่งประเภทภาพเช่นนี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจในพัฒนาการของการถ่ายภาพสกุลต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้นโดยใช้บรรทัดฐานในความตั้งใจทางสุนทรียะที่แตกต่างกัน

            อย่างไรก็ดี  Terry Barrett  (1996) ได้แบ่งรูปแบบการประเมินค่าภาพถ่ายด้วยลักษณะทั้ง 3 ลักษณะเช่นเดียวกันนี้ในหนังสือ “Criticizing Photographs” หากแต่ Barrett ได้เสริมลักษณะที่ 4 กล่าวคือ “Instrumentalism” ซึ่งปฏิเสธความเชื่อของแนวทาง Formalism และให้ความสำคัญกับ “ศิลปะเพื่อสังคม” โดยงานศิลปะจำเป็นต้องมีพื้นฐานอยู่บนสังคม จริยธรรม เศรษฐกิจ และมีจุดประสงค์ในการสร้างสรรค์เพื่อสังคมเป็นที่ตั้ง แนวคิดนี้มีความคล้ายคลึงกับกลุ่มช่างภาพภูมิทัศน์ร่วมสมัยซึ่งมีประเด็นในการสร้างสรรค์ที่ห่วงใยในความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ ซึ่งเชื่อมโยงกับมนุษย์ สังคม และวัฒนธรรม

            ในหนังสือ “The Key Concepts : Photography” David Bate (2009)ได้อ้างถึงทฤษฎี “Beauty and Sublime” เป็นทฤษฎีว่าด้วยสุนทรียศาสตร์ในยุคศตวรรษที่ 18 โดย Edmund Burke ซึ่งแบ่งรูปแบบการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมออกเป็น “Picturesque” หรือสิ่งที่สวยงาม เหมาะแก่การวาดภาพ และ “Sublime” ซึ่งมีลักษณะตรงกันข้ามคือสิ่งที่น่ากลัว อันตราย และรบกวนจิตใจ แนวความคิดนี้ก่อให้เกิดกระบวนทัศน์ในการเลือกตัวแบบหรือหัวข้อในการสร้างสรรค์งานภูมิทัศน์จิตรกรรมในอดีตและงานภาพถ่ายภูมิทัศน์ในปัจจุบัน ซึ่งพยายามเลือกใช้รูปแบบทัศนะธาตุ (เช่นโทนสีอุ่น) และตัวแบบที่ดูจรรโลงใจ (เช่นภาพทิวเขา ทุ่งนาในชนบท) แนวคิด “Picturesque” นี้เชื่อมโยงกับธรรมชาติของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในยุคสมัยใหม่ (Modern) ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างกระหายที่จะบันทึกภาพที่สวยงามในมุมที่ทุกๆ คนถ่ายกันเพื่อให้ได้มาเป็นภาพของตัวเอง อย่างไรก็ตาม แนวคิด “Sublime” กลับเป็นรูปแบบการทำงานอีกวิธีหนึ่งที่ศิลปินมักเลือกใช้ในการนำเสนอสภาพอารมณ์ การวิพากษ์วิจารณ์ และทัศนคติที่มีต่อภูมิทัศน์นั้นๆ ซึ่งอิงอยู่ในบริบทของศิลปะยุคหลังสมัยใหม่

            หนังสือของ Garry Badger (2007) เรื่อง “The Genius of Photography : How photography has changed our lives” ในบทที่ว่าด้วยเรื่องการถ่ายภาพภูมิทัศน์ Badger ได้ชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการของภาพถ่ายภูมิทัศน์สู่ฐานะของตัวบท (Text) ซึ่งมีการพัฒนาไปสู่ลักษณะที่กว้าง มีความเป็นนิรนาม และเปิดกว้างต่อการตีความได้มากกว่าการภาพถ่ายภูมิทัศน์ในขนบเดิม แนวความคิดนี้ได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดยุคหลังสมัยใหม่ (Postmodernism) ซึ่งต่อต้านความเชื่อ “ศิลปะเพื่อศิลปะ” ของแนวคิดยุคสมัยใหม่ (Modernism) ด้วยเหตุนี้งานภาพถ่ายภูมิทัศน์จึงขยับขยายจากการเผยให้เห็นความยิ่งใหญ่ตระการตาของธรรมชาติ มาสู่ประวัติศาสตร์ของสถานที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากเวลา สภาพอากาศ และผลพวงจากพฤติกรรมมนุษย์

            อย่างไรก็ดี ไม่มีหนังสือเล่มใด บ่งชี้ถึงวิธีการตัดสินคุณค่าของภาพได้ออกมาได้อย่างชัดเจน เนื่องจาก การตัดสินและวัดคุณค่าของศิลปะนั้นเป็นวิธีการที่เป็นอัตวิสัย (subjective) สูงมาก ซึ่งจะขึ้นอยู่กับบริบททั้งภายในและภายนอกของผู้ตัดสินเป็นหลัก แตกต่างไปจากการประเมินผลงานทางวิทยาศาสตร์ซึ่งมีความเป็นภววิสัย (Objective) สูง โดยปัจจัยภายในของผู้ตัดสินนั้นก็ได้แก่ ประสบการณ์ รสนิยม และอคติส่วนบุคคล เพศ เชื้อชาติ อายุ ส่วนบริบทภายนอกนั้นก็คือเวลา ยุคสมัย และสถานที่ซึ่งผู้ดูภาพได้ดูภาพนั้นซึ่งจะส่งผลต่อคุณค่าและความหมายของภาพถ่ายโดยรวมได้ อาทิเช่น ภาพๆ เดียวกัน จะมีคุณค่าและความหมายต่างกัน หากภาพหนึ่งแขวนอยู่ในพิพิธภัณฑ์ซึ่งรายล้อมไปด้วยงานศิลปะ และอีกภาพหนึ่งปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นต้น

(เพิ่ม การบริโภคสัญญะ การศึกษาความหมายในภาพถ่าย สู่การยอมรับรูปแบบใหม่ในการถ่ายภาพ)

รูปแบบวิธีการประเมินผลงานทางศิลปะ

ไชยยศ จันทราทิตย์ และคณะ  (2550, หน้า 80-89) ยังชี้ให้เห็นว่าการกำหนดเกณฑ์หรือดัชนีเพื่อประเมินผลงานวิจัยสร้างสรรค์ทางศิลปะให้เป็นรูปแบบที่ตายตัวนั้นทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากศิลปะมีการพัฒนาไปตลอดเวลา ดังนั้น เกณฑ์หรือดัชนีเพื่อการประเมิน จะต้องมีความยืดหยุ่น สามารถที่จะปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เป็นไป ไชยยศได้ให้แนวทางในการประเมินไว้ โดยการสอบถามความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ในหัวข้อการประเมิน 3 หัวข้อ ได้แก่

                   1. การประเมินที่ตัวงานทัศนศิลป์ ในหัวข้อนี้ ได้สรุปความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันได้ว่า ส่วนใหญ่แล้วในการประเมินผลงาน ผู้ทรงคุณวุฒิจะให้น้ำหนักในการประเมินตัวผลงานทัศนศิลป์เป็นหลัก และให้ความสำคัญกับการเขียนอธิบายรองลงมา อาทิเช่น

“จุดใหญ่จะต้องดูจากงานสร้างสรรค์เป็นหลัก …ในความเป็นจริงผลงานคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เอกสารใช้เพียงประกอบเท่านั้น และเอกสารนี้สร้างขึ้นเพื่อให้เกิดการยอมรับในวงวิชาการอื่นๆ ซึ่งในต่างประเทศไม่จำเป็นต้องมีเอกสารประกอบ คือ มีการนำเสนอผลงานศิลปะอย่างเดียว”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปรีชา เถาทอง 20 มกราคม 2549 เชียงใหม่

“ที่จริงแล้วหากเราพูดถึงงานสร้างสรรค์ เวลาพูดถึงเกณฑ์การประเมิน เราประเมินตัวผลงานศิลปะนั้นเป็นอันดับหนึ่ง ถ้าหากผลงานศิลปะนั้นไม่ผ่าน เราก็ไม่ต้องไปอ่านอะไรเลย เพราะว่าไม่ช่วยอะไรเลย”

ศาสตราจารย์เกียรติศักดิ์ ชานนารถ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2549 กรุงเทพ

                        2. การประเมินที่กระบวนการสร้างสรรค์ เป็นการประเมินที่ใช้กันมากในสถาบันการศึกษาในปัจจุบัน ซึ่งจะควบคู่ไปกับการประเมินที่ตัวงานทัศนศิลป์และการประเมินภาคเอกสาร โดยจะเริ่มประเมินตั้งแต่จุดเริ่มต้น อันได้แก่ ประเมินการนำเสนอโครงการสร้างสรรค์ หรือการเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์ เมื่อหัวข้อผ่านความเห็นชอบ ก็จะเข้าสู่การประเมินผลการดำเนินการ หรือความก้าวหน้าตามระยะที่กำหนด จนเมื่อสิ้นสุดกระบวนการได้ผลงานที่สำเร็จ ก็จะเข้าสู่การประเมินตัวผลงานซึ่งเป็นการประเมินรวบยอดเพื่อประกาศผลการประเมินหรือผลการศึกษาต่อไป

                        3. การประเมินที่เอกสารประกอบผลงาน ในหัวข้อนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นตรงกันในแง่ที่ว่า การประเมินคุณค่าของงานศิลปกรรมที่ปฏิบัติโดยสากลนั้น การประเมินผลที่ตัวผลงานทัศนศิลป์จะต้องเป็นหลัก แต่ภาคเอกสารนั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถขาดได้ ซึ่งอันที่จริงแล้ว การประเมินเอกสารประกอบผลงานก็คือ การทำความชัดเจนให้กับกระบวนการสร้างสรรค์ทัศนศิลป์ในทางวิชาการ ซึ่ง ศาสตราจารย์เจตนา นาควัชระ ได้ให้ความเห็นไว้ว่า “วิชาการนั้นขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมที่เป็นลายลักษณ์…” และ “…ต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์งานของตนเอง จะต้องอรรถาธิบายในลักษณะที่เอื้อให้ผู้อื่นนำไปใช้ได้ด้วยตัวเอง เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ไม่เสนอผลลัพธ์ แต่จะต้องเสนอกระบวนการเพื่อที่ว่า ผู้อื่นจะได้นำเอาไปทดสอบทดลองต่อได้”

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยของไชยยศยังไม่สามารถสรุปรูปแบบของการประเมินหรือการสร้างดัชนีชี้วัดในการประเมินผลงานทางศิลปะได้อย่างชัดเจน เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้ทรงคุณวุฒิจะมีความคิดเห็นในแนวทางที่ว่า “การประเมินนั้นมักจะจำนนต่อประสบการณ์ที่สั่งสมเป็นนามธรรมอยู่ภายในของผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านั้นเอง” ซึ่งแนวความคิดนี้ก็จะตรงกับธรรมชาติของความเป็นอัตวิสัย (subjective) ในการดูและตัดสินคุณค่าทางศิลปะซึ่งไม่สามารถหาข้อสรุปได้อย่างชัดเจนนั้นเอง (เพิ่มอ้างอิง ปัญหาความเป็น unity ของงานศิลปะ) รองศาสตราจารย์อิทธิพล ตั้งโฉลก ยังได้ให้ความเห็นสนับสนุนแนวความคิดนี้อีกว่า “การกำหนดเกณฑ์หรือดัชนีในการประเมิน สามารถอธิบายได้ว่า ใช้หลักเกณฑ์อะไรตัดสินผลงาน สามารถเขียนขึ้นมาได้ แต่ถ้าเอาหลักเกณฑ์นั้นให้ผู้ไม่รู้ ก็ตัดสินไม่ได้ ไม่ได้อยู่ที่กรอบ ไม่ได้อยู่ที่ระเบียบ ไม่ได้อยู่ที่การเขียน (ดัชนีขึ้นมา) สุดท้าย งานศิลปะอยู่ที่คนประเมินนั้นสำคัญที่สุด อยู่ที่ว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจริงหรือไม่…”

เอกสิทธิ์ บุญมาก ใน “การศึกษาปัจจัยคัดสรรสำหรับการเรียนการสอนวิชาศิลปภาพถ่ายในระดับอุดมศึกษา” (2553) ได้สรุปประเด็นทางด้านการวัดและการประเมินผลงานศิลปะภาพถ่ายไว้ได้ใกล้เคียงกันว่า การกำหนดเกณฑ์ตัดสินคุณค่าผลงานศิลปะภาพถ่ายให้มีความชัดเจนนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นในการเรียนการสอน อย่างไรก็ดี แม้ว่าเอกสิทธิ์จะได้สรุปเกณฑ์การตัดสินคุณค่าผลงานศิลปะภาพถ่ายออกมาได้ 8 ข้อ และขั้นตอนการตัดสินคุณค่าผลงานศิลปะภาพถ่ายได้ 4 ขั้นตอน แต่ท้ายที่สุดแล้วการตัดสินผลงานศิลปะภาพถ่ายโดยผู้สอนเพียงหนึ่งคน อาจก่อให้เกิดปัญหาในการตัดสินคุณค่าได้ ดังนั้นจึงควรเชิญผู้สอนหลายๆ ท่านร่วมกันพิจารณา ประเด็นนี้ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า การตัดสินคุณค่าและการประเมินผลงานศิลปะนั้นมีความเป็นอัตวิสัยสูง และผลงานศิลปะซึ่งมีความหลากหลายในรูปแบบวิธีและแนวความคิด การจะสร้างดัชนีชี้วัดผลงานศิลปะจึงเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก

9.6 บทวิเคราะห์ผลงานการสร้างสรรค์ชุดภาพถ่ายภูมิทัศน์จากช่างภาพในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ในครั้งนี้ (เพิ่มภาพตัวอย่างของช่างภาพ + เพิ่มเนื้อหาในแนวคิดและกระบวนการทำงาน รวมถึงผลลัพธ์ที่ได้ เปรียบเทียบของแต่ละคนทั้งอดีต และร่วมสมัย)

            งานภาพถ่ายของ Joel Sternfeld ช่างภาพชาวอเมริกันในหนังสือภาพชุดที่ใช้ชื่อว่า American Prospects ซึ่งในปี ค.ศ.1978 Sternfeld ได้เดินทางทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยรถตู้เพื่อบันทึกภาพภูมิทัศน์ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมอเมริกัน เขาใช้เวลากว่าแปดปีในการบันทึกภาพสิ่งที่เขาเห็น คุ้นเคย และไม่คาดว่าจะได้เจอ ความเป็นอเมริกันในงานของ Sternfeld แบ่งออกได้เป็นสองส่วน คืออเมริกาในแบบที่เขาเติบโตมาและมีความคุ้นเคยตั้งแต่สมัยวัยเด็ก และอีกส่วนหนึ่งได้แก่อเมริกาที่เขาได้รู้จักหลังจากเริ่มเดินทางในปี 1978 ซึ่งเป็นอเมริกาที่น่าเบื่อ หมกหมุ่นเทคโนโลยี เต็มไปด้วยความสับสน และความผิดปกติ

            ช่างภาพอเมริกันอีกท่านที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการถ่ายภาพภูมิทัศน์ร่วมสมัย ได้แก่ Stephen Shore ในงานชุดภาพถ่าย American Surfaces และ Uncommon Places ซึ่งงานภาพถ่ายทั้งสองชุดนี้ถือเป็นการกรุยทางให้กับช่างภาพรุ่นใหม่ที่นิยมบันทึกภาพเรื่องราวของสิ่ง “ปกติ” ใน “ชีวิตประจำวัน” Shore ได้เผยให้เห็นถึงความเป็นอเมริกันในรูปแบบใหม่ที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อนผ่านการถ่ายภาพในละแวกถนนไฮเวย์ที่เขาเดินทาง รูปแบบการถ่ายภาพภูมิทัศน์ของ Shore จะมีลักษณะงานบันทึกภววิสัย (Objectivity) ที่เงียบงัน ทว่างานบันทึกนี้มีความแตกต่างไปจากภาพถ่ายที่มีความเป็นกลางสำหรับตำรวจ สถาปนิก หรือนักโบราณคดีซึ่งจำเป็นต้องใช้เป็นหลักในการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ แต่ Shore ใช้รูปแบบการถ่ายภาพลักษณะนี้ผสานกับมุมมองที่มีความเป็นอัตวิสัย (Subjectivity) ได้อย่างกลมกลืน ด้วยเหตุนี้เอง งานของ Shore จึงอยู่ในกลุ่มของช่างภาพซึ่งใช้รูปแบบงานบันทึกภววิสัยในการสร้างสรรค์งานส่วนบุคคล อาทิเช่น Eugene Atget ซึ่งบันทึกภาพเมืองปารีสและ Walker Evans ซึ่งบันทึกภาพประเทศอเมริกาในช่วงปลายทศวรรษที่ 20

            ส่วนงานภาพถ่ายของ Peter Bialobrzdski ช่างภาพชาวเยอรมันในชุด “Heimat” ซึ่งเป็นภาษาเยอรมันหมายถึง “บ้านเกิด” งานชุดนี้เป็นผลลัพธ์จากการเดินทางกว่าสองปี ภายใต้ระยะทางกว่า 9,500 ไมล์ทั่วประเทศเยอรมันนี Bialobrzdski ให้นิยามแก่ภาพถ่ายของเขาชุดนี้ว่า “เป็นการเผยให้เห็นถึงมนุษย์หลังสมัยใหม่ที่โหยหาธรรมชาติ” งานของ Bialobrzdski ชุดนี้ได้รับอิทธิพลจากช่างภาพสีอเมริกันร่วมสมัย อย่างเช่น Joel Sternfeld และงานจิตรกรรมเยอรมันแนวโรแมนติก โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานจิตรกรรมของ Casper David Friedrich ซึ่งส่งทำให้งานของ Bialobrzdski เป็นงานบันทึก (Documentary) ที่มีความสวยงามในแนวโรแมนติกอย่าหลีกเลี่ยงไม่ได้

            โครงงาน “Sleeping by the Mississippi” ของ Alex Soth ซึ่งเป็นโครงงานการเดินทางเป็นเวลาสองปีเพื่อบันทึกภาพเลียบริมฝั่งแม่น้ำ Mississippi ภาพถ่ายของ Soth นั้นจะประกอบด้วยภาพภูมิทัศน์ ภาพบุคคล และภาพวัตถุหุ่นนิ่ง (Still-life) รวมกันเล่าเรื่อง (Narrative) ในประเด็นทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และมนุษย์ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำนั้น

            ส่วนผลงานชุดภาพถ่ายซึ่งให้ความสนใจในประเด็นที่เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวและรูปแบบการใช้ประโยชน์โดยนักท่องเที่ยวได้อย่างชัดเจนที่สุดได้แก่งานชุด “Beach” ของ Massimo Vitali ช่างภาพชาวอิตาเลียนซึ่งบันทึกภาพภาพภูมิทัศน์ชายหาดทะเลฝั่งยุโรปที่เต็มไปด้วยฝูงชน โดย Vitali ชี้ให้เห็นว่า แม้ผู้คนที่มารวมตัวกันที่ชายหาดจะอ้างเหตุผลเพื่อการเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ หรืออย่างน้อยเพื่อได้รับผลทางสุขภาพที่ดีไม่ว่าจะเป็นจากแสงอาทิตย์ น้ำทะเล และอากาศบริสุทธิ์ แต่แท้ที่จริงแล้วพวกเขามาชุมนุมกันเพื่อเป็นส่วนเดียวกันกับสังคมมนุษย์มากกว่าธรรมชาติ และพื้นที่ทางธรรมชาติเหล่านี้ก็เริ่มลดน้อยลงไปตามการขยายตัวของเมืองและอุตสาหกรรม

            ช่างภาพอีกท่านหนึ่งซึ่งมีความสนใจทางด้านการท่องเที่ยวและการพักผ่อนหย่อนใจของกลุ่มคน ได้แก่ Simon Roberts ช่างภาพชาวอังกฤษซึ่งสร้างสรรค์ชุดผลงานภาพถ่าย “We English” อันเป็นภาพถ่ายที่เผยให้เห็นถึงกิจกรรมยามว่างของชาวอังกฤษ โดย Roberts ได้เดินทางไปทั่วเกาะอังกฤษโดยรถตู้พร้อมภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์และลูกสาวอายุสองขวบเป็นเวลาหนึ่งปีเต็มเพื่อสร้างสรรค์งานชุดนี้ Roberts มีความสนใจในอัตลักษณ์ของความเป็นอังกฤษ ชีวิตแบบอังกฤษ และเวลาว่างแบบอังกฤษซึ่งมีความแตกต่างจากชนชาติอื่นๆ

10.  วิธีดำเนินการวิจัย

การดำเนินการวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ในการหาคำตอบ เพื่อทราบถึงสัมฤทธิ์ผลในผลลัพธ์แห่งการสร้างสรรค์ในผลงานการถ่ายภาพภูมิทัศน์ในพื้นที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทั้งในด้านเนื้อหา ผลกระทบต่อสังคม และคุณค่าทางด้านศิลปะ

ผู้วิจัยเลือกใช้ระเบียบวิธีวิจัยทั้งเชิงคุณภาพ (Qualitative research) และเชิงปริมาณ (Quantitative research) ควบคู่กัน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ตามรูปแบบการเผยแพร่ผลงาน อันได้แก่ 1) หนังสือภาพ โดยผู้วิจัยจะจัดส่งให้กับกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ครอบคลุม 3 สาขาวิชาพร้อมแบบสัมภาษณ์เพื่อทำการประเมิน และ 2) นิทรรศการภาพถ่าย ซึ่งผู้วิจัยจะทำการเก็บข้อมูลจากผู้เข้าชมนิทรรศการด้วยแบบสอบถาม แล้วจึงนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

            10.1 กลุ่มตัวอย่าง

                 การดำเนินการวิจัยเรื่อง “การพัฒนากระบวนการการถ่ายภาพภูมิทัศน์วัฒนธรรมในพื้นที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” นี้ ผู้วิจัยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปะและการถ่ายภาพร่วมสมัย 2) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยว 3) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิทัศน์วัฒนธรรม และ 4) กลุ่มผู้เข้าชมนิทรรศการ

                 กลุ่มตัวอย่างที่ 1 อันเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะและการถ่ายภาพร่วมสมัยที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้มาด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 10 ท่าน ประกอบด้วย ภัณฑารักษ์ศิลปะร่วมสมัย อาจารย์ผู้สอนประจำหลักสูตรการถ่ายภาพระดับอุดมศึกษา ศิลปิน บรรณาธิการ ช่างภาพอาชีพ โดยผู้วิจัยได้ทำการคัดเลือกจากเกณฑ์ดังต่อไปนี้

         ภัณฑารักษ์ จะต้องมีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 10 ปี ในการจัดงานนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย ทั้งในประเทศและนอกประเทศ            

         อาจารย์ เป็นอาจารย์ประจำในหลักสูตรศิลปกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาการถ่ายภาพ และมีประสบการณ์ในการถ่ายภาพ การสอน และการตรวจศิลปะนิพนธ์ไม่น้อยกว่า 5 ปี

         ศิลปิน จะต้องมีประสบการณ์ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะภาพถ่ายเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี และมีการเผยแพร่ผลงานศิลปะภาพถ่ายผ่านรูปแบบนิทรรศการหรือหนังสือภาพต่อสาธารณะชน ทั้งในประเทศและนอกประเทศ

         บรรณาธิการ จะต้องมีประสบการณ์ในตำแหน่งบรรณาธิการ (ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายภาพ) อย่างน้อย 10 ปี มีความรู้ทางด้านการใช้งานภาพถ่ายในงานสื่อสิ่งพิมพ์

         ช่างภาพอาชีพ จะต้องมีประสบการณ์ในการถ่ายภาพภูมิทัศน์หรือสถาปัตยกรรม และมีประสบการณ์ในการถ่ายภาพไม่น้อยกว่า 10 ปี

กลุ่มตัวอย่างที่ 2 อันเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยว โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 5 ท่าน

กลุ่มตัวอย่างที่ 3 เป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิทัศน์วัฒนธรรม โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 5 ท่าน

กลุ่มตัวอย่างที่ 4 เป็นผู้เข้าชมนิทรรศการภาพถ่ายจำนวนไม่ต่ำกว่า 200 คน จากนิทรรศการที่จัดขึ้นจำนวน 5 ครั้งด้วยกัน ได้แก่นิทรรศการภาพถ่ายในจังหวัดกรุงเทพมหานครฯ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เลย และสุราษฏร์ธานี

10.2  เครื่องมือและการพัฒนาเครื่องมือ

       10.2.1 เครื่องมือในการวิจัย

   การวิจัยเรื่องการพัฒนากระบวนการการถ่ายภาพภูมิทัศน์วัฒนธรรมในพื้นที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผู้วิจัยจะใช้ระเบียบวิจัยเชิงผสม (Mixed methods approaches)  ระหว่างระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) และระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) ตามจุดมุ่งหมายของคำถามการวิจัยแต่ละส่วน โดยเครื่องมือในการวิจัยในครั้งนี้จึงแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การวัดผลทางด้านคุณค่าทางศิลปะและความสัมฤทธิ์ผลของการพัฒนากระบวนการซึ่งจำเป็นต้องใช้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และประสบการณ์เฉพาะทางนั้น ผู้วิจัยเลือกใช้แบบสัมภาษณ์เชิงคุณภาพ (Qualitative interview) ซึ่งเหมาะสำหรับการประเมินคุณค่าผลงานทางศิลปะซึ่งมีข้อจำกัดเชิงสามัญการ (Generalization) ค่อนข้างสูงและต้องการทัศนคติ ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะในลักษณะของการพรรณา ส่วนการวัดผลทางด้านความเข้าใจเนื้อหาและผลกระทบทางสังคมจากการนำเสนอผลงานสร้างสรรค์จากกลุ่มตัวอย่างกลุ่มใหญ่ซึ่งเป็นบุคคลทั่วไปนั้น ผู้วิจัยเลือกใช้แบบวัดทัศนคติ (Attitude scales) ด้วยเทคนิคไลเคิร์ท สเกล (Likert scales) 5 ระดับ ซึ่งเป็นรูปแบบการวัดทัศนคติที่นิยมใช้ในการวิจัยเพื่อการประชาสัมพันธ์ (พรทิพย์ พิมล, 2537, หน้า73)

   10.2.2 การพัฒนาเครื่องมือในการวิจัย

   มีขั้นตอนในการพัฒนาดังนี้

               10.2.2.1 ศึกษาเทคนิคและวิธีการสร้างแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์

               10.2.2.2 ค้นคว้าข้อมูลที่เป็นเนื้อหาของแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์

               10.2.2.3 สร้างแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์จากข้อมูลที่ได้ศึกษา ค้นคว้า ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

               10.2.2.4 ตรวจสอบแก้ไขความถูกต้องโดยอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์

               10.2.2.4 ตรวจสอบแก้ไขความเที่ยงตรง (Validity) โดยผู้เชี่ยวชาญ

   เพื่อประเมินผลลัพธ์แห่งการสร้างสรรค์ในผลงานการถ่ายภาพภูมิทัศน์ในพื้นที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผู้วิจัยได้แบ่งคำถามการประเมินออกเป็น 4 ส่วน คือ

   ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง

   ส่วนที่ 2 การวัดผลด้านความเข้าใจเนื้อหาและผลกระทบทางสังคมที่ได้จากการนำเสนอผ่านผลงานการสร้างสรรค์ (แบบสอบถาม)

   ส่วนที่ 3 การวัดผลด้านคุณค่าทางศิลปะ และความสัมฤทธิ์ผลของการพัฒนาการถ่ายภาพภูมิทัศน์รูปแบบใหม่ (แบบสัมภาษณ์)

   ส่วนที่ 4 ปัญหาและข้อเสนอแนะ

10.3  การเก็บรวบรวมข้อมูล 

ในการดำเนินการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารเพื่อใช้ในการพัฒนากระบวนการการถ่ายภาพภูมิทัศน์วัฒนธรรมในพื้นที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ข้อมูลจากการสังเกตเพื่ออธิบายและตีความถึงกระบวนการทำงาน และข้อมูลบุคคลเพื่อการประเมินและการวัดผล ดังนี้

10.3.1 ข้อมูลเอกสาร แบ่งออกเป็น 4 ส่วนย่อย ได้แก่

ด้านแนวคิดทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภูมิทัศน์วัฒนธรรม การท่องเที่ยวและผลกระทบจากการท่องเที่ยว เพื่อนำมาเป็นฐานสร้างแนวความคิดในการสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายภูมิทัศน์วัฒนธรรมในพื้นที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ด้านพัฒนาการของการถ่ายภาพภูมิทัศน์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1839 – ปัจจุบัน เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายภูมิทัศน์วัฒนธรรมในพื้นที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ด้านการจำแนกประเภทและธรรมชาติของภาพถ่าย และการสื่อความหมายในภาพถ่าย เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการสร้างหลักเกณฑ์การประเมินค่าผลงานการสร้างสรรค์ภาพถ่าย

ด้านผลงานการสร้างสรรค์โดยศิลปินช่างภาพ ที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะภาพถ่ายในหัวข้อภาพภูมิทัศน์วัฒนธรรม เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานของผู้วิจัย

10.3.2 ข้อมูลจากการสังเกต ในขั้นตอนก่อนการสร้างสรรค์ ขั้นตอนการสร้างสรรค์ และขั้นตอนหลังการสร้างสรรค์ เพื่อใช้ในการอธิบายและตีความ กระบวนการพัฒนารูปแบบการสร้างสรรค์ผลงาน

10.3.3 ข้อมูลที่ได้จากแบบสัมภาษณ์โดยผู้เชี่ยวชาญ และข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามโดยผู้เข้าชมนิทรรศการ เพื่อประเมินค่าผลลัพธ์แห่งการสร้างสรรค์ ทั้งในด้านเนื้อหา การรับรู้ และคุณค่าทางด้านศิลปะ

10.4  วิธีวิเคราะห์ข้อมูล 

          ข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมจะประกอบด้วยข้อมูลเชิงคุณภาพ และข้อมูลเชิงปริมาณ โดยในส่วนของข้อมูลเชิงคุณภาพนั้น ผู้วิจัยจะทำการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) โดยการตีความ และในส่วนของข้อมูลเชิงปริมาณ ผู้วิจัยจะทำการวิเคราะห์เพื่อคำนวณสถิติ

11.  แผนการดำเนินงาน

ในการวิจัยเรื่องการพัฒนากระบวนการการถ่ายภาพภูมิทัศน์วัฒนธรรมในพื้นที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผู้วิจัยได้วางแผนการในการดำเนินงานวิจัยทั้งสิ้น 3 ปี (พ.ศ. 2554 – 2557) โดยแบ่งออกเป็น 5 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1              การเก็บข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้า

ระยะที่ 2              การเก็บข้อมูลจากกระบวนการสร้างสรรค์ผลงาน

ระยะที่ 3              การเก็บข้อมูลการประเมินจากผู้เข้าชมนิทรรศการ

ระยะที่ 4              การเก็บข้อมูลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ

ระยะที่ 5              การสรุปผล

12.  เอกสารอ้างอิง/บรรณานุกรม (ยังไม่เรียงอักษรและแยกไทยอังกฤษ)

            Rosenblum, N. (1997). A World History of Photography (3rd ed.). Abbeville Press.

               Bate, D. (2009). Photography: the key concepts. Oxford: Berg.

               Szarkowski, J. (1989). Photography until now. New York: The Museum of Modern Art.

               Langford, M. (1997). Story of photography (2nd ed.). Oxford: Focal Press.

               กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา. ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว พ.ศ. 2551-2554.

               Williams, R. (1983). Keywords: A Vocabulary of Culture and Society. Revised Edition. New York: Oxford University Press.

               จันทวัน เบ็ญจวรรณ์. (ม.ป.ป.). สื่อออนไลน์รายวิชาชีวิตกับสิ่งแวดล้อม. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2554, จาก  http://human.tru.ac.th/elearning/Human%20Being/human-detail1_3.html

               พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินทปัญโญ). (มปป.). คู่มือมนุษย์. ธรรมสภา.

               คาปร้า, เอฟ. (2549). จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ: ทัศนะแม่บทเพื่อการปฏิวัติวัฒนธรรมแบบใหม่ เล่ม 1. (พระประชา ปสนนธมโม, พระไพศาล วิสาโล, สันติสุข โสภณสิริ, รสนา โตสิตระกูล, ผู้แปล). กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง. (ต้นฉบับภาษาอังกฤษ พิมพ์ ค.ศ. 1984).

               Gruen, L. and Jamieson, D. (Eds). (1994). Reflecting on nature: reading in environmental philosophy. Oxford University Press.

               Dickens, P. (2004). Society and nature: changing our environment, changing ourselves. Cambridge. Polity Press.

               Dickens, P. (1992). Society and nature: towards a green social theory. London: Harvester Wheatsheaf.

               ศรีศักร วัลลิโภดม. (2554). พัฒนาการทางสังคม-วัฒนธรรมไทย. ชุด 72 ปี ศรีศักร วัลลิโภดม ลำดับที่ 3. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.

               สเตเกอร์, เอ็ม. (2553). โลกาภิวัตน์: ความรู้ฉบับพกพา. (วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง ผู้แปล). กรุงเทพฯ: โอเพ่นเวิลด์ส. (ต้นฉบับภาษาอังกฤษ พิมพ์ ค.ศ. 2009).

               อนุชาติ พ่วงสำลี. (2554).  ระบบนิเวศ: สรรพชีวิตสัมพันธ์. ใน ประเวศ วะสี และคณะ (บรรณาธิการ). ธรรมชาติของสรรพสิ่ง: การเข้าถึงความจริงทั้งหมด. กรุงเทพฯ: กรีน ปัญญาญาณ.

               Kirdsiri, K. (2008). Cultural Landscape and Vernacular Architecture in Historical Town of Keng Tung, Shan State, Myanmar. Doctoral dissertation, Ph.D., Silpakorn University, Bangkok.

               กาจนา แก้วเทพ. (2549). ศาสตร์แห่งสื่อและวัฒนธรรมศึกษา. กรุงเทพฯ: เอดิสันเพรสโปรดักส์.

               Williams, R. (1983). Keywords: a vocabulary of culture and society. New York: Oxford University Press.

               Arnold, M. (1932). Culture and anarchy. Cambridge University Press.

               Hall, S. (1997). Representation: cultural representation and signifying practice. London: The Open University.

               Dean, T. and Millar, J. (2005). Place. Publisher

               Gorter, D. (YEAR). Further Possibilities for Linguistic Landscape Research. Publisher.

               Groth, P, E. and Bressi, T, W. (Eds.). (1997). Understanding ordinary landscapes. New Haven and London: Yale University Press.

               Jackson, J, B. (1984). Discovering the vernacular landscape, New Heaven. Yale University Press.

               Fowler, P, J. (2003). Cultural landscape, World Heritage Paper 6: World Heritage Cultural Landscapes 1992-2002. Paris: UNESCO World Heritage Center.

               ดวงจันทร์ อาภาวัชรุตม์ เจริญเมือง. (2542). เมืองในสังคมไทย: กำเนิด พัฒนาการ และแนวโน้ม. สถาบันวิจัยสังคม: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

               Ouyyanont, P. (2001). The Vietnam War and Tourism in Bangkok’s Development, 1960-70., The southeast asian studies 39 (2): 157–187. Center for Southeast Asian Studies: Kyoto University.

               ศิริ ฮามสุโพธ์. (2543). สังคมวิทยาการท่องเที่ยว. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.

               นิธิ สถาปิตานนท์. (2554). เมืองบ้าป้าย ไฮเวย์สกปรก บ้านเมืองรกรุงรัง. กรุงเทพฯ. ลายเส้น.

               Badger, G. (2007). The Genius of Photography: How photography has changed our lives. London: Quadrille.

               Jenkins, W. (1975). New Topographics: Photographs of a Man-Altered Landscape. (Place – Publisher).

               Limerick, P, N., Hickey, D., Southall, T, W. and Pool, P, E.  (Ed.). (1999). The altered landscape. Las Vegas: University of Nevada Press.

               Solnit, R. (2003). As eve said to the serpent: On landscape, gender, and art. Athens: The University of Georgia Press.

               Dennis, K. (presenter). (11-16 April 2005). Landscape and the West: Irony and Critique in New Topographic Photography. in Cultural Landscapes in the 21st Century. Newcastle-upon-Tyne.

               Barrett, T, M. (1996). Criticizing photographs: An introduction to understanding images (2nd ed.). California: Mayfield.

               ไชยยศ จันทราทิตย์ และคณะ. (2550) งานวิจัยเรื่องการสร้างกระบวนการในการวิจัยสร้างสรรค์ศิลปะ. คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

               เอกสิทธิ์ บุญมาก. (2553).  การศึกษาปัจจัยคัดสรรสำหรับการเรียนการสอนวิชาศิลปภาพถ่ายในระดับอุดมศึกษา. วิทยานิพนธ์ อักษรย่อปริญญา, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพฯ.

               พรทิพย์ พิมลสินธุ์. (2537). การวิจัยเพื่อการประชาสัมพันธ์. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

13. เชิงอรรถ

               1             มีรากศัพท์จากภาษาลาติน โดยคำว่า camera แปลว่า “ห้อง” ส่วน obscura แปลว่า “ไร้แสง”

               2             หลักเกณฑ์ในการทำงานของกล้องรูเข็ม (pinhole camera) ซึ่งเป็นต้นแบบของ camera obscura นี้ ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ครั้งแรกโดย Mo-Ti นักปรัชญาชาวจีน เมื่อประมาณห้าร้อยปีก่อนคริสตกาล

               3             ในปี ค.ศ. 1800 ศิลปินคนแรกที่พยายามจะบันทึกภาพจากกล้องถ่ายภาพด้วยสร้างปฏิกิริยากับแสง ได้แก่ Thomas Wedgwood บุตรชายของศิลปินช่างปั้นชื่อดังชาวอังกฤษ เขามีความคุ้นเคยกับการใช้อุปกรณ์กล้องออปสคูร่าเพื่อช่วยในการร่างแบบทิวทัศน์ชนบทเพื่อประดับประดาภาชนะ ทว่าด้วยเทคโนโลยีในขณะนั้นยังไม่สามารถสร้างความถาวรหรือคงสภาพภาพที่เกิดขึ้นได้ ส่งผลให้ภาพผลลัพธ์กลายสภาพเป็นความดำสนิทเมื่อโดนแสงสว่าง

               4             ในปีเดียวกันนี้เอง William Henry Fox Talbot ก็ได้ประกาศการค้นพบระบบการสร้างภาพเนกาทีฟบนกระดาษที่ประเทศอังกฤษ  ต่อมาระบบนี้ได้เป็นพื้นฐานของพัฒนาการในถ่ายภาพระบบเนกาทีฟ (negative – positive process) มาจนถึงปัจจุบัน

               5             Ansel Adams น่าจะเป็นช่างภาพที่ใช้ยกตัวอย่างในรูปแบบการถ่ายภาพรูปลักษณ์นิยมได้ชัดเจนที่สุด ภาพถ่ายของ Adams จะเผยให้เห็นถึงความสมบูรณ์แบบของธรรมชาติ ผ่านมุมกล้องที่คัดสรรอย่างดี และกระบวนการถ่ายภาพที่สมบูรณ์แบบด้วยกระบวนการ “Zone System” ที่เขาคิดค้นขึ้นมาและใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

               6             โดยการสังเกตจากกิจกรรมและการเผยแพร่ผลงานของสมาคมการถ่ายภาพ อาทิเช่น สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมถ่ายภาพกรุงเทพ ชมรมภาพถ่ายขาวดำแห่งประเภทไทย ซึ่งเป็นสมาคมและชมรมหลักที่สนับสนุนวงการศิลปะการถ่ายภาพในประเทศไทยในวงกว้าง

               7             จากต้นฉบับว่า “Nature is perhaps the most complex word in the language.”

               8             ในกรณีนี้อาจยกเว้นแนวคิดจักรวาลวิทยาในลัทธิจูเดโอ-คริสเตียน (Judaeo-Christian Cosmology) ซึ่งพัฒนาเป็นศาสนาคริสต์ในเวลาต่อมา ที่กล่าวถึงคุณค่าแบบทวินิยมที่เชื่อว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล และพระเจ้าได้มอบธรรมชาติให้มนุษย์เพื่อเก็บเกี่ยวประโยชน์

               9             การชักเหตุผลโดยโยงหลักการที่ได้จากกรณีเฉพาะมาใช้กับกรณีทั่วไป

               10           การชักเหตุผลทั่วไปสู่หลักการเฉพาะ หรือจากสมมุติฐานไปสู่ข้อสรุปทางตรรกะ

               11           นิเวศวิทยาแนวลึก” หรือ (deep ecology) นำเสนอโดย Arne Naess นักปรัชญาชาวนอร์เวย์

               12           จากต้นฉบับว่า “’man’ and ‘environment’ no longer are seen as separate and opposite entities but where ‘organisms and environment form part of one another.”

               13           จากต้นฉบับว่า “Sustainable development is development that meets the needs of the present without compromising the ability of future generations to meet their own needs”

               14           จากต้นฉบับว่า “best that has been thought and said”

               15           นิยามเดิมได้แก่ science landscape

               16           จากต้นฉบับว่า “A cultural landscape is fashioned from a natural landscape by a culture group. Culture is the agent, the natural area is the medium. The cultural landscape is the result.”

               17           เป็นรูปแบบทางสุนทรียะที่เริ่มได้รับความนิยมในช่วงปี 1990s โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานภาพภูมิทัศน์และสถาปัตยกรรม ภาพรูปแบบนี้มักมุ่งไปในลักษณะของภาพที่เป็นกลาง เป็นภววิสัยสูง มีความคมชัดสูง และนำเสนอภาพขนาดใหญ่

               18           โดยส่วนใหญ่แล้ว ศิลปะแนว Expressionism นี้มักใช้กับรูปแบบงานจิตรกรรม ซึ่งถือกำหนดในยุคเดียวกับการถ่ายภาพแนว Pictorial

About these ads

Tagged:

ปิดการแสดงความเห็น

What’s this?

You are currently reading โครงร่างวิทยานิพนธ์ ร่างที่สอง at Artistic Research.

meta